“ยัม เรสเทอรองตส์” เจ้าของแบรนด์เคเอฟซี กางแผนฝ่าสมรภูมิ QSR แข่งเดือด ลั่นเดินหน้าอัดแคมเปญการตลาดเต็มสูบช่วงโค้งสุดท้ายของปี พร้อมลุยขยายสาขาต่อเนื่อง ปักหมุดครบ 77 จังหวัดทั่วไทยภายในสิ้นปี 2568 ย้ำกลยุทธ์คุมต้นทุนเข้มแข็ง แต่ไม่ลดคุณภาพและประสบการณ์ลูกค้า เพื่อรักษาแชมป์เบอร์ 1
นายซูเฮล ลิมบาดะ Market Lead & Chief Marketing Officer บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารแบรนด์เคเอฟซี (KFC) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ว่า ตลาด QSR ยังมีแนวโน้มเติบโต อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างท้าทายและยากลำบาก จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้แม้ตลาดจะยังขยายตัว แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สอดคล้องกับผลวิจัยบริษัทวิจัยต่าง ๆ มีการปรับตัวเลขคาดการณ์ธุรกิจอาหารโดยรวมลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันสูง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2568 กลุ่มร้านอาหารประเภทที่ให้บริการจำกัด ซึ่งรวมถึง QSR จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 92,000-93,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 3.8% ขณะที่บางแหล่งข้อมูลระบุว่า อาจเติบโต 7% จากปี 2567
โค้งท้ายแคมเปญอัดเต็มสูบ
นายซูเฮลกล่าวต่อว่า สำหรับบริษัทคาดการณ์ถึงสถานการณ์นี้ไว้แล้วตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นเพื่อชิงชัยชนะในตลาด และรักษาโพซิชั่นเบอร์ 1 ตลอดปี’68 นี้ บริษัทจึงเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงาน และเน้นเสริมแกร่งใน 2 ด้าน คือ การเพิ่มมูลค่า และความสะดวก ทั้งในรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ การสร้างความน่าตื่นเต้น หรือการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งต่างเป็นกุญแจหลักที่จะทำให้แบรนด์ไปต่อได้
สำหรับช่วงโค้งท้ายของปี’68 บริษัทระดมลอนช์แคมเปญใหม่ ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ออกมาต่อเนื่องล้อไปกับบรรยากาศเฉลิมฉลองของเทศกาลต่างยาวไปจนถึงเทศกาลปีใหม่
โดยฝั่งออนไลน์เน้นช่องทางแอปและแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ทั้งแอปพลิเคชั่นของเคเอฟซี รวมถึง LINE Man และ Grab จัดกิจกรรมกระตุ้นการขาย ส่วนในฝั่งออฟไลน์ จะมีแคมเปญแบบ “Limited Edition” ที่แม้จะยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคได้อย่างดี
สิ้นปี’68 ครบ 77 จังหวัดแน่
นายซูเฮลกล่าวต่อว่า สำหรับแผนขยายสาขานั้นจะปักธงสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยสิ้นปี’68 เคเอฟซีจะมีสาขาครบทั้ง 77 จังหวัดของไทยแน่นอน
ส่วนแผนปี 2569 นอกจากร้านออฟไลน์แล้ว จะเสริมแกร่งช่องทางขายออนไลน์ อาทิ KFC App, การร่วมงานกับพาร์ตเนอร์ออนไลน์อื่น ๆ และการใช้เทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ทั่วถึงที่สุด
โดยโมเดลการขยายสาขาออฟไลน์จะมี 2 รูปแบบ คือ สแตนด์อะโลน และสาขาในศูนย์การค้า ซึ่งจะพิจารณาจากดีมานด์และพฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้าเป็นหลัก ตัวอย่าง เช่น หากลูกค้าในพื้นที่นั้นต้องการความสะดวกรวดเร็ว เน้นซื้อกลับไปทานที่บ้าน ก็จะเปิดในรูปแบบ Grab & Go แต่หากพื้นที่ใดลูกค้าต้องการนั่งทานในร้าน จะเปิดในรูปแบบร้านที่มีที่นั่งทานด้วย เป็นต้น
ทะลวงกรอบสร้างความต่าง
ด้านการตลาด การสร้างความตื่นเต้นบวกกับนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ที่ทำให้ เคเอฟซี ครองใจผู้บริโภคได้ สะท้อนจากความสำเร็จของเมนูใหม่อย่าง “ชิซซ่า” ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์ของความกล้าท้าทายกรอบเดิม ๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างแคแร็กเตอร์ “ชิซซาลูลู่” (Chizzalulu) และการจับมือกับ Roblox เพื่อเจาะกลุ่ม Gen Alpha
ส่วนการแข่งขัน แม้ที่ผ่านมาจะมีคู่แข่งหันมาออกเมนูไก่ทอดที่คล้ายคลึงกัน ความเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็นการตอกย้ำสถานะผู้นำด้านไก่ทอดของเคเอฟซี นอกจากนี้ สำหรับธุรกิจแล้ว การแข่งขันคือสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้เคเอฟซีดีขึ้นและเก่งขึ้น
“เราไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่จะมุ่งมั่นสร้างความแตกต่างต่อไป หากคู่แข่งไปทางขวา เคเอฟซีก็จะหาวิธีไปทางซ้าย เพื่อสร้างความโดดเด่นในตลาด”
โดยถ้าเทียบในแง่ของจำนวนสาขา เคเอฟซีมีทั้งหมด 1,157 สาขา ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอาจมีสาขาอยู่ประมาณ 270-280 สาขา ดังนั้นความท้าทายของตลาดและการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้เห็นว่าตลาด QSR ค่อนข้างแข็งแรง และเป็นเกมที่ทุกคนอยากเข้ามาเล่น
คุมต้นทุนเข้ม-ย้ำไม่ลดคุณภาพ
ในส่วนของความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ขณะนี้วัตถุดิบทุกอย่างมีราคาสูงขึ้นจริง แต่บริษัทรับมือด้วยทีมซัพพลายเชนที่เชี่ยวชาญด้านสร้างความสัมพันธ์และเจรจากับซัพพลายเออร์ล่วงหน้า ทำให้สามารถคาดการณ์ต้นทุนในอนาคตล่วงหน้าได้
“สำคัญที่สุด คือ เราจะไม่ลดคุณค่าของคุณภาพอาหาร เราจะไม่ลดคุณภาพของการบริการ และเราจะไม่ลดคุณภาพของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ดังนั้น ทีมเคเอฟซีจึงทำทุกอย่างเพื่อคงไว้ซึ่งประสบการณ์ที่ดีที่สุด ผ่านการทำงานอย่างมีแบบแผน เพื่อควบคุมต้นทุนเหล่านี้ และส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า”
โฟกัสคน-เชื่อมต่อประสบการณ์
นายซูเฮลกล่าวต่อว่า สำหรับแผนระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า โฟกัสหลักจะยังคงอยู่ที่คน และการเชื่อมต่อกับผู้คน แม้จะเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่ที่ผ่านมาเคเอฟซีได้ทำการตลาดแบบเข้าถึงท้องถิ่น เข้าใจวัฒนธรรมของคนไทย และชนะใจผู้บริโภคผ่านแคมเปญที่สัมผัสหัวใจของคนไทยได้ เช่น แคมเปญวันแม่ เป็นต้น
“เราจะยังคงสร้างความแตกต่าง โฟกัสการเติบโตในโลกออนไลน์ และส่งมอบไก่ที่มีคุณภาพดีที่สุดในราคาและประสบการณ์ที่ดีที่สุด รวมถึงใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นก็เชื่อว่าเคเอฟซีจะยังคงเป็นอันดับ 1 ในตลาด และยังคงเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคเช่นเดียวกัน”
