
GUNKUL พร้อมก้าวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจใหม่รับตลาด Data Center โตแรง ยันไทยได้เปรียบเวียดนามมีศักยภาพพร้อมขึ้นศูนย์กลางภูมิภาค แต่ยังขาดพลังงานสะอาด รัฐต้องเปิดทาง Direct PPA-TPA เร่งดึงนักลงทุนเข้าประเทศ
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมก้าวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ ธุรกิจ The New S-Curve อาทิ กลุ่ม Green Data Center, Infrastructure Development, Coinvestment เพื่อรองรับการเติบโตโครงสร้างครบวงจร ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพูดคุยหารือเพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น
สำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงอย่างมาก โดยตัวอย่างศูนย์ขนาด 100 เมกะวัตต์จะใช้ไฟฟ้าสูงถึง 900,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคงและเพียงพอเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้
จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกรุงศรี พบว่าในช่วงปี 2025-2027 ประเทศไทยจะมีการเปิดตัวแผนพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นราว 8% ของตลาดในภูมิภาค ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยสามารถใช้ข้อได้เปรียบเพื่อดึงดูดการลงทุน แม้ว่าค่าไฟฟ้าในไทยอาจไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม แต่ไทยมีจุดแข็งที่ชัดเจนในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม สาธารณูปโภคที่มีมาตรฐาน เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง ทั้ง Fiber และ 5G รวมถึงแหล่งน้ำที่มั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนกังวลมากที่สุดคือ ความเสี่ยงของปัญหาไฟฟ้าดับ (Power Outage) ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการขายไฟฟ้าในราคาถูกที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือต้องจัดหาพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ ราคาเหมาะสม และสามารถแข่งขันในตลาดได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศคือการมีพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการใช้พลังงานสะอาด เช่น การเปิดให้มี Third Party Access (TPA) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน พร้อมเร่งกระบวนการตัดสินใจลงทุนให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น
ด้วยศักยภาพที่ไทยมีทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค และความตั้งใจในการพัฒนาพลังงานสะอาด จึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพสูงในภูมิภาค
ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้ (Revenue Target) ปี 2025 ไว้ที่ 10,000 ล้านบาท โต 10-15% ขณะที่เป้าหมายในระยะ 3 ปี (2025-2027) ตั้งเป้ารายได้รวม (Combine Revenue) ไว้ที่ 35,000 ล้านบาท กำลังการผลิตสะสมแตะ 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2027 ตั้งเป้าหมายเปอร์เซ็นต์รายได้ 3 ปี เติบโตไม่ต่ำ 2 หลักโดยเฉลี่ย
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก มีผลประกอบการที่น่าพอใจ โดยในงบฯ 6 เดือนแรก บริษัทมีรายได้รวม 4,090.01 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิ เป็น 924.42 ล้านบาท (ไม่รวมผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิและจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์) เติบโต 18.36% จากกำไรจากการดำเนินงานสุทธิ 781 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2567 โดยทั้ง 3 ธุรกิจหลักของบริษัท สร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง
โดยในงวดครึ่งปีแรกนี้ กำไรขั้นต้นและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามประเภทธุรกิจ (Gross Profit & Profit Sharing by Business) ของบริษัท 72% มาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงาน สีเขียว (Green Power) ซึ่งครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศและต่างประเทศ โรงไฟฟ้าพลังงานลม
และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาภาคเอกชน (Private PPA Solar Rooftop) ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนแบ่งกำไรขั้นต้นและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามประเภทธุรกิจ 17% มาจากธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า (EPC) และ 11% มาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing)
26/8/2568 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 26 สิงหาคม 2568 )