
สุกี้ตี๋น้อย สวนกระแส เฟิร์น-นัทธมน ยันกำไรหดเพราะต้นทุนหมูพุ่ง ไม่ใช่สงครามราคา พร้อมย้ำจุดยืน ความคุ้มค่า คือหัวใจสำคัญ ครึ่งหลังปี 2568-2569 เตรียมปูพรมสาขา-บุกเมืองรอง พร้อมทุ่มงบ 1,000 ล้านบาทสร้างครัวกลาง หวังรองรับการขยายตัว มั่นใจสิ้นปี 2568 มีสาขากว่า 95 สาขา และมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท
ในสถานการณ์ที่ตลาดร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ซบเซาและภาวะต้นทุนพุ่งสูง แต่สำหรับ สุกี้ตี๋น้อย แบรนด์บุฟเฟต์สุกี้ ที่สร้างปรากฏการณ์ธุรกิจจาก 0 สู่หลักพันล้าน กลับมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ล่าสุด ในการบรรยายพิเศษบนเวที เพื่อน SME ณ One Bangkok Forum ประชาชาติธุรกิจ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย ถึงแนวคิดการบริหารธุรกิจในยุคการแข่งขันที่ดุเดือด รวมถึงแผนการขยายอาณาจักรที่น่าจับตา
กำไรหดไม่ใช่เพราะทำสงครามราคา
เฟิร์น-นัทธมน กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าตัวเลข Same-store sales growth ของสุกี้ตี๋น้อยมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับหลายร้านอาหารในตลาด แต่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็สามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกำไรในช่วงต้นปีไม่ใช่สงครามราคาตามที่หลายสื่อนำเสนอ แต่มาจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาเนื้อหมูที่เคยพุ่งสูงถึง 200 กว่าบาทต่อกิโลกรัม จากปกติที่ 140-150 บาท ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขาย (COG) เพิ่มขึ้นจาก 48% เป็น 55%
ย้ำจุดยืนความคุ้มค่า
ขณะเดียวกันแม้ปัจจุบันตลาดจะมีการแข่งขันที่คึกคักและมีตัวเลือกใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สุกี้ตี๋น้อยยังคงยึดมั่นในปรัชญาการทำธุรกิจที่เน้น ความยั่งยืน และ ความคุ้มค่า โดยในช่วงที่ผ่านมาจากที่มีกระแสการทำสงครามราคา เบื้องต้นเราไม่เคยมองว่าเราทำสงครามราคา เพราะการลดลงราคาลงมา 199 บาทนั้นถือเป็นกลยุทธ์ที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ ที่มีเพียง 15 โต๊ะ และต้องจ้างคนแถวนั้นมานั่งกินฟรีเพื่อให้ร้านดูมีคน จนมาถึงปัจจุบันที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 100,000 คนต่อสาขา
จากการขายอาหาร สู่ สร้างความสัมพันธ์
ซึ่งจากประสบการณ์ต่างๆ จากการลงมือทำธุรกิจด้วยตัวเองตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้เราเลยรู้ถึง Pain Point ของลูกค้าและจุดอ่อนของร้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยได้ขยับกลยุทธ์จากแค่การขายอาหารไปสู่การ สร้างความผูกพัน (Customer Loyalty) กับลูกค้าในมิติใหม่ ๆ นอกเหนือจากคุณภาพอาหารและบริการภายในร้าน
ด้วยการสร้าง Personal Branding และ ตัวตน ให้ลูกค้าสามารถสื่อสารกับเจ้าของร้านได้โดยตรง โดยเบื้องต้นเราจะมีการไลฟ์สดทุกสัปดาห์บนโซเชียลมีเดียทำให้เรามีโอกาสรับฟังข้อติชมจากลูกค้า และสามารถนำไปปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วนี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์
นอกจากนี้ สุกี้ตี๋น้อยยังได้เพิ่มสิทธิพิเศษและบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น เช่น การเปิดตัว TN Lounge ที่สาขาศรีนครินทร์ และมีแผนการเปิดบริการ Membership ในอนาคต
ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสุกี้ตี๋น้อยมองว่าการแข่งขันในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรือคุณภาพอาหารในจานอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์โดยรวม ที่แบรนด์มอบให้กับลูกค้า
เราไม่เคยกลัวการแข่งขัน แต่กลับมองว่าการที่ตลาดคึกคักทำให้แบรนด์ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา จากเดิมที่เคยคิดว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำตามได้ แต่ปัจจุบันเรามองว่าการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และสุกี้ตี๋น้อยก็พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ทุ่ม 1 พันล้านสร้างครัวกลาง
สำหรับกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้สุกี้ตี๋น้อยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในราคาที่คุ้มค่า คือ การลงทุน สร้างครัวกลางขนาดใหญ่ ที่จังหวัดปทุมธานี ด้วยเงินลงทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ช่วงโควิดและเพิ่งเริ่มใช้งานในปีนี้
โดยเบื้องต้นครัวกลางแห่งนี้จะเป็นทั้งคลังสินค้า ห้องเย็น และโรงงานผลิตสินค้าซิกเนเจอร์ที่ทำเองโดยเฉพาะ เช่น น้ำซุปดำ, น้ำจิ้ม, หมูสไลด์ และหมูลาวา ซึ่งสามารถรองรับการขยายสาขาได้ถึง 200 สาขา และยังช่วยควบคุมคุณภาพอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการลงทุนที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวของแบรนด์ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน
ปูพรมบุกตลาดต่างจังหวัด-เมืองรอง
นอกจากนี้ ในส่วนของแผนการขยายสาขาในปีนี้ สุกี้ตี๋น้อยได้มีการปรับเป้าหมายให้ขยายเร็วและเยอะขึ้น โดยจะเน้นการเปิดสาขาในตลาดต่างจังหวัด และเมืองรองมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองเปิดสาขาในจังหวัดต่างๆ เช่น สกลนคร, ราชบุรี, บุรีรัมย์ และนครนายก ทำให้เห็นแล้วว่าศักยภาพของตลาดเหล่านี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าในกรุงเทพฯ เลย
โดยในปี 2568 สุกี้ตี๋น้อยตั้งเป้าที่จะเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 24 สาขาในปีนี้ และมีแผนจะขยายอีก 40 สาขาในปีหน้า ซึ่งปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีสาขาอยู่ทั้งหมด 91 สาขา และหากรวมกับสาขาของแบรนด์ในเครือที่จะกำลังจะเปิดใหม่ เช่น สุกี้ตี๋น้อยบาร์บีคิว ที่เตรียมจะเปิดที่ แจส กรีน วิลเลจ บางบัวทอง และแบรนด์ใหม่ที่จะเปิดในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ก็คาดว่าจะสามารถปิดปี 2568 ได้ที่จำนวน 95 สาขา และทำยอดขายรวมได้ถึง 9,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า
เฟิร์น-นัทธมน กล่าวย้ำว่า แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยความที่สุกี้ตี๋น้อยเป็นร้านอาหารที่ราคาเข้าถึงง่ายสำหรับคนหมู่มาก และสามารถดึงดูดลูกค้าจากกลุ่มรายได้ระดับกลางได้มากขึ้น จึงมั่นใจว่าธุรกิจจะยังคงไปต่อได้อย่างแข็งแกร่ง และจะยังคงนำเสนอความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สุกี้ตี๋น้อยยังคงเป็นแบรนด์ในดวงใจของผู้บริโภคไปตลอดกาล
26/8/2568 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 26 สิงหาคม 2568 )