Big C เผย BigVision2030 ข้ามกรอบค้าปลีกสู่ผู้บริหารพื้นที่ศูนย์การค้า-ผลิตสื่อบันเทิง เพิ่มดีกรีลุยตลาดโลกปักธงไกลถึงสหรัฐ ทุ่ม 2.25 หมื่นล้านซื้อกิจการ MM Mega Market ต่อยอดชิงค้าปลีก-ส่งเวียดนาม ก่อนเล็งผุดแฟลกชิป Big C ในสหรัฐ ด้านเมืองไทยยกเครื่องธุรกิจผุดโมเดลใหม่ The COLOR ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ ตะลุยเปิดใหม่-รีโนเวต 84 สาขา พร้อมผนึกช่อง One31 ปั้นหนังปีละ 2 เรื่อง
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะยกเครื่องธุรกิจค้าปลีกของบีเจซี และบิ๊กซีทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อเร่งสปีดการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มดีกรีความเข้มข้นในต่างประเทศ โฟกัสประเทศที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินมาขยายธุรกิจ
โดยในประเทศไทยจะยกเครื่องโมเดลธุรกิจ ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ค้าปลีก เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ เพิ่มโพซิชั่นการเป็นผู้บริหารพื้นที่เช่าอย่างเต็มตัวในโมเดลศูนย์การค้า รวมถึงเพิ่มธุรกิจใหม่อย่างการสร้างคอนเทนต์บันเทิง อาทิ ละคร-ภาพยนตร์ ด้วยการจับมือกับช่อง One 31 ตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาคอนเทนต์
เวียดนามเครื่องยนต์เติบโต
นางฐาปณีกล่าวต่อไปว่า ค้าปลีกเวียดนาม เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงจากหลากปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ หลังการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 ลดความซับซ้อนด้วยการลดจำนวนหน่วยงานราชการ ลดจำนวนหน่วยการปกครองระดับจังหวัด ฯลฯ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจสามารถดึงบริษัทผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่เข้ามาลงทุน เช่นเดียวกับการเติบโตของ GDP โดยปี 2568 เติบโตประมาณ 8% และประชากรจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจะโฟกัสการลงทุนในเวียดนาม โดยเตรียมทุ่มเม็ดเงิน 22,500 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น MM Mega Market Vietnam หรือ MMVN ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มี 30 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม เพื่อต่อยอดทรัพยากรทั้งอำนาจต่อรองด้านการจัดซื้อ, การพัฒนา Private Label และการทำ Cross-selling ซึ่งคาดว่าจะทยอยสะท้อนผลในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ขณะที่ MMVN เป็นธุรกิจที่มีกำไรอยู่แล้ว และการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ใช้แหล่งเงินทุนจากหนี้สินทั้งหมดโดยไม่มีการเพิ่มทุน ส่งผลให้ดีลนี้ช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) ตั้งแต่ปีแรกหลังปิดดีล และเชื่อว่าจะสามารถปลดล็อกการเติบโตของ MMVN ได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ทั้งนี้ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า MMVN ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 24 สาขา ในหลากหลายโมเดลทั้ง Cash & Carry, Depot, Food Service และ Supercenter โดยใช้งบฯลงทุนประมาณ 200-600 ล้านบาทต่อสาขา เพื่อขยายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนาม รวมถึงเจาะฐานลูกค้าองค์กร (B2B) เช่น กลุ่มโรงแรม, ร้านอาหาร และผู้ให้บริการจัดเลี้ยง (HORECA) ร้านค้าท้องถิ่น เป็นต้น
“เวียดนามถือเป็นหนึ่งในฐานหลักของเรามานานกว่า 20 ปี โดยนอกจากธุรกิจค้าปลีก เช่น แฟมิลี่มาร์ท และ MM Mega Market แล้ว ยังมีโรงงานแก้ว, โรงงานผลิตกระป๋องด้วย ด้านเศรษฐกิจนั้นในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตได้ดี”
เตรียมบุกตลาดอเมริกา
นางฐาปณีเสริมว่า นอกจากธุรกิจในเวียดนาม และฮ่องกงแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโอกาสรุกตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงศึกษาทำเลทั้งในรัฐฝั่งตะวันตกและตะวันออก สำหรับปักธงสาขาบิ๊กซีขนาดประมาณ 2,000 ตร.ม. เพื่อสร้างโอกาสนำสินค้าไทยและเอเชีย โดยเฉพาะอาหารเข้าไปวางจำหน่าย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดบิ๊กซีสาขาแรกในสหรัฐอเมริกาได้ก่อนสิ้นปี 2573 แน่นอน
หลังก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จในการส่งสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายใน คอสต์โค (Costco) หนึ่งในห้างค้าส่งรูปแบบโกดังรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาแล้ว และหลังจากนี้จะพยายามส่งสินค้าเข้าสู่ค้าส่งรายอื่น ๆ ด้วย
“ปัจจุบันเรามีสาขาในจีนแล้ว จึงควรต้องมีสาขาในอเมริกาด้วย โดยบิ๊กซีสาขาสหรัฐอเมริกา จะเป็นแฟลกชิปที่แนะนำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันได้รู้จักกับอาหารและสินค้าจากไทย-เอเชีย”
เล็ง IPO ต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารบีเจซีระบุว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีแผนนำธุรกิจค้าปลีกเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่เช่นเดิม โดยมีโอกาสใน 3 ตลาด คือ สิงคโปร์ ซึ่งให้ความสนใจธุรกิจค้าปลีกของบริษัท, เวียดนามที่มี MM Mega Market อยู่แล้ว แต่ด้วยขนาดธุรกิจที่ยังเล็กจึงต้องใช้เวลาอีกระยะ และฮ่องกง ที่บริษัทซื้อกิจการค้าปลีก About Thai เมื่อปี 2566 ก่อนจะรีแบรนด์เป็นบิ๊กซี พร้อมทุ่มงบฯ 700 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา
ผนึกผู้เช่าดึงลูกค้าซ้ำรายสัปดาห์
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับธุรกิจบิ๊กซีในไทยนั้น จะเน้นหนักด้านการดึงผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการพร้อมกับเพิ่มความถี่การมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของค้าปลีก โดยวางเป้าดึงดูดลูกค้ามาใช้บริหารซ้ำทุกสัปดาห์ ด้วยการสร้างโมเมนต์หรือประสบการณ์ที่ดึงดูดลูกค้ากลับมา
“ปัจจุบันบิ๊กซีมีลูกค้าประจำประมาณ 8-9 ล้านคน ซึ่งใช้บริการเฉลี่ย 10 ครั้ง/ปี หลังจากนี้จะเดินหน้าเพิ่มจำนวนลูกค้าประจำขึ้นเป็น 10-11 ล้านคน และเพิ่มความถี่การใช้บริการให้ถึงสัปดาห์ละครั้งให้ได้”
ด้วยการวางโพซิชั่นให้บิ๊กซี เป็น “สถานที่ที่ลูกค้ามาใช้เวลากับครอบครัว” ผ่านการลดพื้นที่ขาย (Retail Area) แต่เพิ่มพื้นที่เช่า (Rental Area) หรือเพิ่มจำนวนและมิกซ์แอนด์แมตช์ร้านค้าในแต่ละสาขา, การออกแบบตกแต่งพื้นที่ และการผันงบฯมาใช้กับสื่อสาร-การตลาดแบบโคโปรโมชั่น และใช้ระบบ CRM ร่วมกับร้านค้าในศูนย์เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาทุกสัปดาห์และใช้เวลาในศูนย์ให้นานขึ้น
รวมถึงใช้โมเดลมินิบิ๊กซีเดิม จำนวน 1,490 สาขา และโมเดลใหม่ขนาด 300 ตร.ม. พร้อมผู้เช่า 2-3 ร้านด้านหน้า โดยจะเปิดตัวช่วงเดือนเมษายน 2569 มาร่วมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้แบรนด์ด้วย
จากนี้เป็นยุคของศูนย์การค้า
นายอัศวินเสริมว่า แนวคิดการเพิ่มความถี่และการใช้เวลาในศูนย์ ทำให้หลังจากนี้ค้าปลีกของบิ๊กซีจะเป็นยุคของมอลล์ หรือศูนย์การค้า เนื่องจากอีคอมเมิร์ซทำให้การขายจะเป็นที่ไหนก็ได้ แต่ร้านค้าในพื้นที่เช่าเป็นสิ่งที่สร้างประสบการณ์ซึ่งหาไม่ได้บนออนไลน์ ซึ่งจะดึงดูดลูกค้าเข้ามาต่อเนื่องและมาซ้ำเป็นประจำ
นำมาสู่แผนระยะ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2569-2573 ที่จะเปิดสาขาใหม่ 18 สาขา และรีโนเวตอีก 66 สาขา โดยในปี 2569 นี้จะเปิดสาขาใหม่และรีโนเวตรวม 19 โครงการ ประกอบด้วย สาขาบางบอน, ดอนเมือง, สุวินทวงศ์, พระราม 4, อุดมสุข เอกมัย สนามบินน้ำ, เชียงราย 1, เชียงใหม่ 2, พิษณุโลก, ล้านนาทีค, อุดรธานี 1, สุรินทร์, น้ำโสม, ภูเวียง, ชุมพวง, พัทยา 2, ระนอง และเกาะพะงัน
ในจำนวนนี้จะมีไฮไลต์เป็นสาขาบางบอน, เชียงราย, อุดรธานี 1, พัทยา 2, สุรินทร์และดอนเมือง ที่จะรีโนเวตในคอนเซ็ปต์ใหม่ตัวอาคารด้านหน้าเน้นความสวยงาม เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในโล่งมองเห็นและเดินไปยังร้านค้าของผู้เช่าแต่ละรายได้ง่าย และบางสาขาจะเช่าพื้นที่เพิ่มเพื่อทำงานเข้าออกให้สะดวกยิ่งขึ้น
“จากนี้บิ๊กซีที่รีโนเวตแล้วจะมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ พื้นขาว, แอร์เย็น, ไฟสว่างและห้องน้ำหอม พร้อมโปรโมชั่นเน้นความคุ้มค่าตอบโจทย์กำลังซื้อ, กิจกรรมแนวใหม่ที่เข้ากับผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น เช่น ลานกีฬา, ประเพณีท้องถิ่น เช่นเดียวกับการประสานงานกับผู้เช่าใกล้ชิดขึ้น ด้วยการส่งทีมงานเข้าพูดคุยแบบรายสัปดาห์-เดือน”
นำร่องศูนย์การค้า The COLOR
นอกจากการรีโนเวตและขยายสาขาในแบรนด์บิ๊กซีแล้ว ยังมี The COLOR โมเดลใหม่ที่จะนำร่องธุรกิจศูนย์การค้า ปักธงที่ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณบิ๊กซีสาขาแจ้งวัฒนะ 14 และติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู
โครงการ The COLOR แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ ขนาด 48,000 ตร.ม. มูลค่าลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า Big C ปกติ 4-5 เท่า มีกำหนดเปิดบริการในไตรมาส 1 ปี 2570 โดยออกแบบในคอนเซ็ปต์ Color Your Life หรือสถานที่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบครบวงจรจนสามารถมาใช้ชีวิตอยู่ได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นช็อปปิ้ง, กิน, ดื่ม, ทำงาน, พักผ่อน และกิจกรรมชุมชน
โดยในพื้นที่ 48,000 ตร.ม. จะมีร้านค้า 259 ร้าน แบ่งสัดส่วนเป็นโซนร้านอาหารชื่อดัง 40% แฟชั่น 20% สุขภาพ เช่น คลินิก-โรงพยาบาล 20% และไลฟ์สไตล์ เช่น โรงเรียนพิเศษ-สวนสนุก 20% พร้อมที่จอดรถ 450 คัน
สำหรับไฮไลต์ของ The COLOR แจ้งวัฒนะ อาทิ Big C ซูเปอร์มาร์เก็ตโมเดลใหม่ที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้น-ขนาด 4,000 ตร.ม., Rooftop Bar สำหรับกิจกรรมกลางคืน, ร้านอาหารดังจากจังหวัดต่าง ๆ และร้านระดับมิชลินไกด์, บริการสุขภาพ, Coworking รวมถึงกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี ไปจนถึงกิจกรรมสำหรับครอบครัวและชุมชน เป็นต้น
“เราตั้งเป้าให้โมเดล The COLOR นี้เข้าไปเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของแต่ละย่าน และต้นแบบฟอร์แมตศูนย์การค้ารุ่นใหม่ของ Big C ที่จะขยายสาขาเพิ่มหลังจากนี้ด้วย โดยวางเป้ามี The COLOR จำนวน 8-10 สาขาภายในปี 2573 ในทำเลศักยภาพสูง อาทิ พระราม 4 ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและมีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง โดยช่วงต้นจะอาศัยการรีโนเวตสาขาเดิมให้เป็น The COLOR มากกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด”
ปั้นภาพยนตร์ 2 เรื่อง/ปี
นางฐาปณีเสริมว่า ในส่วนของธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัทจับมือเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารช่อง One31 ตั้งบริษัทร่วมทุน บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด เพื่อร่วมผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ใช้บิ๊กซีเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์-ภาพยนตร์ เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านซอฟต์พาวเวอร์ไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทมีแผนเข้าไปปักธงสาขา
ทั้งนี้ วางเป้าหมายผลิตภาพยนตร์หรือละครปีละ 2 เรื่อง สำหรับฉายในประเทศและขายลิขสิทธิ์ไปยังต่างประเทศ
