info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

พฤกษาฯ ปรับพอร์ตหนีตลาดล่างขึ้นบน ตั้งเป้ารายได้ 1.88 หมื่นล้าน

ข่าวหมวดที่พักอาศัย 4 มีนาคม 2569 3ครั้ง
พฤกษาฯ ปรับพอร์ตหนีตลาดล่างขึ้นบน ตั้งเป้ารายได้ 1.88 หมื่นล้าน

พฤกษา โฮลดิ้ง เปิดฉากปี’69 ตั้งเป้ารายได้ 18,800 ล้านบาท จ่อเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท เน้นเซ็กเมนต์กลาง-บน หนีตลาดต่ำ 3 ล้านที่ประสบปัญหารีเจ็กต์เรต ส่วนธุรกิจเฮลท์แคร์เครือวิมุตปักธงรายได้ 2,600 ล้านบาท

นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 พฤกษา โฮลดิ้ง ใช้กลยุทธ์ Reshaping Portfolio ปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ โฟกัสธุรกิจหลัก และยกระดับสัดส่วนโครงการในตลาดระดับกลางถึงบน ควบคู่กับการลดการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก ส่งผลให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ที่ 33.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากรายได้รวม 14,983 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ขณะเดียวกันยังคงความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) เพียง 0.28 เท่า พร้อม Backlog กว่า 3,000 ล้านบาท และด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นธุรกิจหลัก ปรับลดพอร์ตการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้บริษัททำกำไรสุทธิ 247 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่าง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน

ปัทมาระบุว่า ในปี 2569 เราตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ 18,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจเฮลท์แคร์ 2,600 ล้านบาท พร้อมอัดงบฯลงทุน 4,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

และในปีนี้วางกลยุทธ์ต่อเนื่องภายใต้ Reshaping Portfolio โดยมุ่งเน้น 3 แกนหลัก “Asset-Optimized ? Capital-Efficient ? Well Living-Focused” มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และโฟกัสพอร์ตการลงทุนเพื่อความคล่องตัวทางการเงิน และต่อยอดความได้เปรียบเชิงแบรนด์จากการผสานธุรกิจที่อยู่อาศัยและเฮลท์แคร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ในมิติแรก บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการบริหารจัดการพอร์ตที่ดินมูลค่ากว่า 12,800 ล้านบาท เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นรายได้ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและการสร้างรายได้จากการเช่ารูปแบบใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มเฮลท์แคร์, อพาร์ตเมนต์, ไฮบริด เรสซิเดนต์ และคลังสินค้า และได้วางโรดแมปเร่งสปีดการพัฒนาและการโอนกรรมสิทธิ์ โดยตั้งเป้าปิดโครงการรวม 22 โครงการ

สำหรับความคืบหน้าในธุรกิจคลังสินค้า “โอเมก้า บางนา โลจิสติกส์ แคมปัส” ซึ่งเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่กว่า 217,000 ตารางเมตร พัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อรองรับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า และสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3/2569 โดยคาดว่าจะมียอดจองพื้นที่กว่า 60%

ขณะเดียวกันบริษัทได้นำที่ดินจากพอรต์ที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการ และเพิ่มสัดส่วนบ้านในเซ็กเมนต์กลางถึงบน เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้บริษัทให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับหนึ่ง กลุ่มพฤกษาฯเร่งชำระหนี้โดยลดสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ให้ต่ำกว่า 0.3 เท่า ภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการขยายวงเงินสินเชื่อและจัดหาเงินทุนโครงการในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้ต่ำกว่า 3.5% ลดสต๊อก เร่งการรับรู้รายได้จากการโอนบ้านพร้อมอยู่และคอนโดฯให้เร็วขึ้น 3-6 เดือน และเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะถัดไป

และบริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในกลุ่ม Mid-to-Upper Segment เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการผสานแนวคิดสุขภาพเข้าสู่ที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดตัวบริการ Family Doctor ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่นำโมเดล “แพทย์ประจำครอบครัว” มาบูรณาการ โดยแพทย์จะดูแลสุขภาพลูกบ้านแบบองค์รวมและต่อเนื่อง พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ควบคู่บริการ Well Care @Home ดูแล ให้คำปรึกษาและตรวจสุขภาพเบื้องต้นถึงหน้าบ้าน

ทั้งนี้ ทิศทางกลยุทธ์สำหรับปี 2569 ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านบริการด้านสุขภาพ เพื่อเสริมเสถียรภาพรายได้ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปั้นใหม่ 7 โครงการ เน้นลุยคอนโดฯ

นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 พฤกษา เรียลเอสเตท ได้เปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท โดยมียอดพรีเซล 11,050 ล้านบาท และยอดโอน 11,500 ล้านบาท มีสินค้าพร้อมขายมูลค่ารวมกว่า 66,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอของพฤกษา เรียลเอสเตท ราว 45% ของโครงการใหม่อยู่ในกลุ่มพรีเมี่ยม (มากกว่า 7 ล้านบาท) และระดับกลางราคา 3-5 ล้านบาท คิดเป็น 42% ในขณะที่ 13% เป็นกลุ่มราคาระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโครงการที่เป็นที่ต้องการของตลาดและระบายโครงการที่ขายช้าออกไปอย่างต่อเนื่อง

“แม้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงล่าง แต่เรายังสามารถบริหารต้นทุนผ่านกลยุทธ์การแบ่งโซน การปิดโครงการเก่า ปรับการออกแบบและต้นทุนผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับราคาและความต้องการในแต่ละโซน รวมทั้งการเร่งโอนคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น” นายธีระกล่าว

สำหรับปี 2569 พฤกษา เรียลเอสเตท มีกลยุทธ์ที่จะเร่งระบายสต๊อกพร้อมอยู่ ควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง พร้อมเร่งยอดผ่านช่องทางออนไลน์และฐานลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ ขยายช่องทางเอเย่นต์เพิ่มขึ้น 10% โดยเน้นไปที่กลุ่มต่างชาติทั้งจีน พม่า และไต้หวัน เพิ่มการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ด้านราคา รวมไปถึงการออกแคมเปญโปรโมชั่น และแคมเปญเพื่อสนับสนุนด้านการเงินแก่ลูกค้า ทั้งโปรแกรมพฤกษา พาส ที่ให้ลูกค้าทำสัญญา “ผ่อนตรงกับโครงการ” สูงสุด 1 ปี และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที

ด้านแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 อีก 7 โครงการ จะเป็น Brand Champion ที่เป็นความชำนาญของพฤกษาฯ โดยมุ่งเน้นไปที่เซ็กเมนต์กลาง-บน มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดพรีเซล 16,500 ล้านบาท รายได้ 15,000 ล้านบาท (ไม่รวมยอดจากโครงการที่มีการร่วมลงทุน) มี 7 โครงการ ได้แก่

1.เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1 ซึ่งเป็นโครงการลักเซอรี่ระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป

2.เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม. 8 แบบบ้านดีไซน์ใหม่ที่นำ “คอร์ทยาร์ด” มาเชื่อมพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ราคาเริ่มต้น 20-30 ล้านบาท

3.เดอะ ปาล์ม วิภาวดี 64 บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 3 ชั้น สไตล์ Modern Tropical เพียง 19 ครอบครัว ขนาด 42.1-66.2 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 20-30 ล้านบาท

4.แชปเตอร์ วัน รัชดา 19 คอนโดฯ Pet Friendly แห่งแรกของพฤกษาฯ มูลค่า 1,530 ล้านบาท

5.แชปเตอร์ วัน ท่าพระอินเตอร์เชนจ์ มูลค่า 1,650 ล้านบาท

6.เดอะ คอนเน็ก บิซทาวน์ สุวรรณภูมิ-กิ่งแก้ว เปิดตัวในไตรมาส 1/2569 ราคาเริ่มต้น 3-5 ล้านบาท

และ 7.เดอะ คอนเน็ก ปัญญา-รามอินทรา บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 3-6 ล้านบาท

ทั้งนี้ พฤกษาฯมีสต๊อกทั้งหมด 66,400 ยูนิต และมียอดโอนรอรับรู้รายได้ (Backlog) 2,500 ล้านบาท จาก 4 โครงการ ได้แก่ 1.พลัม คอนโด นิวเวสต์ มูลค่า 2,300 ล้านบาท 2.เดอะ ไพรเวซี่ พาร์ค เตาปูน มูลค่า 1,500 ล้านบาท 3.แชปเตอร์ วัน สปาร์ค จรัญ มูลค่า 4,500 ล้านบาท และ 4.แชปเตอร์ วัน มอร์ เกษตร มูลค่า 1,800 ล้านบาท

ธุรกิจ รพ.โตต่อเนื่อง ลูกค้าเมียนมาพุ่ง 10 เท่า

นายแพทย์นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวเสริมว่า ธุรกิจโรงพยาบาลในเครือวิมุตเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยมีรายได้รวม 2,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) 232 ล้านบาท เติบโตเท่าตัว โดยโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เริ่มทำกำไรรายไตรมาสได้กว่า 12 ล้านบาท และในเดือนธันวาคม 2568 มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมา ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายการบริการดูแลรักษาในสาขาหลัก เช่น สุขภาพปอด หัวใจและหลอดเลือด และกระดูกและข้อ

รวมถึงการเติบโตของลูกค้าประกัน ลูกค้าองค์กร และการเติบโตของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งเมียนมา (เติบโตขึ้น 10 เท่า) กลุ่มอาหรับ (เติบโต 2 เท่า) จีน และแอฟริกา ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในส่วนของโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ นอกจากความเป็นผู้นำด้านการป้องกันและรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการโปรโมตศูนย์ตรวจสุขภาพและยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน กับบริษัทขนาดใหญ่โดยรอบและลูกบ้านพฤกษาฯ เพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้น

ในปี 2569 เครือวิมุตได้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท เติบโต 16% โดยมีกลยุทธ์หลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ จากความสำเร็จของการเปิดการบริการดูแลรักษาในสาขาหลักต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน มีแผนขยายการบริการดูแลรักษาระบบทางเดินอาหารและตับ และระบบประสาทและสมอง และได้ออกแคมเปญเพื่อการดูแลสุขภาพสตรีครบครันทั้งสุขภาพภายในผู้หญิงและเรื่องความงามภายนอก

ขณะที่โรงพยาบาลวิมุต-เทพาธารินทร์ เน้นศูนย์ไลฟ์สไตล์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์ทางเดินอาหารและตับ

2) ด้านการตลาด มีแผนขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางประกันภัย ลูกค้าองค์กร ชาวต่างชาติที่พักอาศัยในประเทศไทย และการส่งต่อผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาล

3) ด้านการดำเนินงาน มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล (Operational Excellence) โดยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ป่วยให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ผ่านการใช้ Telemedicine ระบบดิจิทัล และการออกแบบกระบวนการใหม่เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันเดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล ผ่านการขยายช่องทางสื่อสารไปยังคนไข้โดยตรง (D2P) ขยายการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างแพทย์ (D2D) และเพิ่มปริมาณเคสที่มีความซับซ้อน ควบคู่กับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →