info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

ปรับแผนลงทุน ’มาบตาพุด’ กนอ.รอ PDP ก่อนลุยไฮโดรเจน-SMR

ข่าวหมวดโรงไฟฟ้า 3 มิถุนายน 2569 7ครั้ง
ปรับแผนลงทุน ’มาบตาพุด’ กนอ.รอ PDP ก่อนลุยไฮโดรเจน-SMR

เปิดแผนมาบตาพุดเฟส 3 มูลค่า 9.36 หมื่นล้าน เปลี่ยนจากปิโตรฯขาลง มาเป็นอุตฯพลังงานอนาคตแทน กนอ.รอแผน PDP ฉบับใหม่คลอด ก่อนกำหนดทิศทาง ลุยทั้งไฮโดรเจน-SMR ขณะที่แผนถมทะเลพันไร่ทำท่าเรือ LNG เสร็จในอีก 2 ปี “วราวุธ” รับลูกปลดล็อกลงทุน EEC ตัด กม.ซ้ำซ้อน ลดขั้นตอน EIA ดันอีอีซีสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ว่าโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าลงทุน 93,625 ล้านบาท โดยจะมีการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ

โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายใน 2 ปีจากนี้

เล็ง G2G แทนที่ PPP

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ยอมรับว่ามีความความล่าช้า หลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการลงทุน ระหว่างการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) โดยต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) การทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่

เพราะต้องการให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก และด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง อุตสาหกรรมน้ำมันมีความผันผวนสูง ดังนั้น จำเป็นต้องรอความชัดเจน ด้านนโยบายจากรัฐบาล

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้นจะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม.ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเราก็มีทางเลือกที่เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ ก็รอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแบบไหน”

มุ่งพลังงานอนาคตแทนปิโตรฯ

สำหรับพื้นที่ของช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศในระยะยาว แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน

ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาดพลังงานไฮโดรเจน โซลาร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ตาม การกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์พื้นที่แปลง A และ C จำเป็นต้องรอความชัดเจนของแผน PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากแผนดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความต้องการใช้เชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต

“วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดมาลงทุน เพราะต้องรอภาพใหญ่ด้านพลังงานก่อน เมื่อแผน PDP ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไร และต้องรองรับการลงทุนรูปแบบไหน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในภาพรวมอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้ แต่ก็ยืนยันว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนแน่ เพราะตอนนี้เราคุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เขาแสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ถูกกำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ

มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C โดยแปลง B ให้ Gulf MTP ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572 ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่าง ๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้าโรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2572

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอสำคัญหลายด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอคือ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ

รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันแนวทาง Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านไบโอพลาสติกและการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

สร้างอ่างเก็บน้ำรับมือเอลนีโญ

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่กำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับ รวมถึงแผนการผันน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ไว้แล้ว ส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายใน 2 ปีข้างหน้า จะเป็นฐานอุตสาหกรรมและพลังงานสำคัญของประเทศ และจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการรองรับพลังงานทางเลือกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของ EEC และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในระยะยาว

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →