บีเจซีทุ่ม 1.5 หมื่นล้านสปีดทุกโปรเจ็กต์ในไทย-ปูพรม MM Mega Market เพิ่ม 24 สาขา ปั้นรายได้ค้าปลีก-ส่งเวียดนามชิงจังหวะเศรษฐกิจขาขึ้น พร้อมส่งไพรเวตเลเบิลหัวหอกรุกตลาดโลก ก่อนเดินหน้าหาพันธมิตร JV เพิ่มดึงโนว์ฮาวเสริมแกร่ง ด้าน IPO ยังชะลอแผนรอสภาพตลาด แย้มเล็ง Dual Listing ไทย-เทศ
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงสำหรับการลงทุนและขยายกิจการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ทั้งด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน และการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มชนชั้นกลางทำให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัวตามไปด้วย ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามยังแข็งแกร่งเห็นได้จากอัตราการเติบโตของ GDP ระดับ 8-10% แล้ว
อีก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การปฏิรูปโครงสร้างรัฐบาลและเขตเศรษฐกิจ โดยการควบรวมเขตการปกครองจากเดิมกว่า 50 เขต ให้กลายเป็น 34 เขตเศรษฐกิจหลักช่วยให้นโยบายภาครัฐมีพลังมากขึ้น ลดปัญหาความสับสนจากนโยบายที่เคยแตกต่างกันในแต่ละเขตเล็ก ๆ ทำให้ทิศทางการบริหารงานชัดเจนขึ้น และกระบวนการขอใบอนุญาตและการทำธุรกิจมีความคล่องตัวและราบรื่นกว่าในอดีต
นอกจากนี้ ยังมีการจัดระเบียบร้านโชห่วยดั้งเดิมที่มีอยู่มากถึง 1.25 ล้านร้านค้า ให้มีความโปร่งใส การซื้อขายสินค้าต้องตรวจสอบได้ นโยบายนี้ส่งผลบวกต่อธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่ รวมถึงเครือ MM Mega Market ของบริษัท เนื่องจากร้านโชห่วยต้องหันมาสั่งซื้อสินค้าผ่านผู้ค้าที่สามารถออกใบกำกับภาษีได้
ด้านประเทศไทย ยังมีโอกาสในส่วนของค้าปลีกแบบซูเปอร์คอนวีเนียนสโตร์ (Super Convenience Store) ที่เป็นลูกผสมระหว่างร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าจากอีคอมเมิร์ซเป็นหลักจึงไม่ใช้บริการค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่อยากเดินทางไกล จึงต้องการร้านค้าปลีกใกล้บ้านที่มีสินค้าครบทั้งของกินของใช้ โดยยังมีความท้าทายด้านกำลังซื้อและต้นทุนพลังงาน-แพ็กเกจจิ้ง
ทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน เร่งทุกโปรเจ็กต์
นางฐาปณีกล่าวต่อไปว่า เพื่อต่อยอดโอกาสและรับมือความท้าทาย รวมถึงเร่งสปีดให้โครงการต่าง ๆ สามารถเปิดได้ตามแผนที่วางไว้ ปี 2569 นี้บริษัททุ่มลงทุนสูงเป็นพิเศษรวมกว่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในไทย 12,000-14,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปกติที่ลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท และลงทุนในเวียดนามอีก 500-1,000 ล้านบาท
โดยในไทยบริษัทจะโฟกัสการขยายสาขาควบคู่กับการรีโนเวตสาขาเดิม ด้วยการเปิดสาขาขนาดเล็ก หรือมินิบิ๊กซี เพิ่ม 200 สาขา และเปิดสาขาขนาดใหญ่อีก 2 สาขา พร้อมเดินสายรีโนเวตสาขาเดิมอีก 300 สาขา ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นสาขาขนาดใหญ่ 18 สาขา
การรีโนเวตนี้จะมีไฮไลต์เป็นมินิบิ๊กซีคอนเซ็ปต์ใหม่ แบบซูเปอร์คอนวีเนียนสโตร์ ขยายรายการสินค้า (SKU) จาก 6,000 รายการ เป็น 8,000-10,000 รายการ อาทิ สินค้าในเครือ BJC อย่างโกโก้ดัช พร้อมเพิ่มโซนขนม สินค้าอาร์ตทอย และโซนสินค้าสุขภาพต่าง ๆ เข้าไปในร้าน โดยใช้งบฯ ลงทุนจากเดิม 6.5 ล้านบาท เป็น 8.5 ล้านบาทต่อสาขา
หลังสาขานำร่องได้รับผลตอบรับดี ยอดขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 40-50% เช่นเดียวกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับโมเดลเดิม
รวมถึงลงทุน 1,800 ล้านบาท สำหรับระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2569 นี้ เพื่ออัพเกรดระบบดิจิทัลครั้งแรกในรอบ 29 ปี ปรับปรุงระบบทั้งหมดของบิ๊กซี ตั้งแต่ระบบพยากรณ์ยอดขายไปจนถึงระบบจัดการซัพพลายเชนและข้อมูลลูกค้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน และลดต้นทุนการบริหารจัดการแฝงลง
ปั้นบิ๊กซีใหญ่เป็นฮับหนุนโดนใจ
พร้อมกับเสริมศักยภาพด้านระบบดิจิทัลและซัพพลายเชนให้กับร้านโดนใจ ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านโชห่วยสมัยใหม่ที่ปัจจุบันมีกว่า 30,000 สาขา ด้วยการใช้บิ๊กซีสาขาใหญ่เป็นฮับกระจายสินค้า และจัดชุดสินค้ายอดนิยมที่ร้านโชห่วยต้องมีไว้รองรับประมาณ 1,000 รายการ เพื่อให้มั่นใจว่ามีสินค้าพร้อมส่งและจัดส่งได้ตรงเวลา
โดยจะเดินหน้าใช้บิ๊กซีสาขาใหญ่ทุกสาขาเป็นฮับ หลังปี’68 ที่ผ่านมาการใช้บิ๊กซีสาขาใหญ่ 75 สาขาเป็นฮับ ช่วยผลักดันยอดขายร้านโดนใจได้ถึง 70%
“คอนเซ็ปต์หลักของโดนใจยังคงเหมือนเดิม คือการเป็นเครือข่ายที่สนับสนุนร้านโชห่วยให้ทันสมัยขึ้น โดยให้เจ้าของร้านได้เป็นพันธมิตรและเติบโตไปพร้อมกับบริษัท”
ต่อยอด MM สปีดเวียดนาม
นางฐาปณีกล่าวว่า สำหรับแผนธุรกิจในเวียดนามนั้น จะเร่งสปีดรายได้ทั้งค้าปลีกด้วยบิ๊กซี และค้าส่งด้วย MM Mega Market ตามเป้าหมายปี 2573 หรือ 2030 ที่รายได้จากต่างประเทศจะต้องมีสัดส่วน 30% ของรายได้รวม ด้วยการลงทุน 500-1,000 ล้านบาทต่อปี
โดยจะปักธง MM Mega Market สาขาขนาดใหญ่ และสาขาขนาดเล็ก หรือ Depot ขนาด 500-700 ตร.ม. เพิ่มรวมกันอย่างน้อย 24 สาขาจากปัจจุบันมี 30 สาขา ให้ครอบคลุม 31 เขตเศรษฐกิจ จากทั้งหมด 34 เขตของเวียดนามภายในปี 2573 เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้าและรองรับตลาดอีคอมเมิร์ซในหัวเมืองรอง
ขณะเดียวกันจะผลักดันยอดขายค้าส่งของ MM Mega Market ในกลุ่ม HoReCa หรือโรงแรม ร้านอาหารและจัดเลี้ยง เพิ่มขึ้นจาก 50% เป็นเกือบทั้งหมดของพอร์ตค้าส่ง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสินค้าคุณภาพสูงและสร้างอัตรากำไรได้ดี
ก่อนตามด้วยการขยายสาขาบิ๊กซี ตั้งแต่ปี 2571 ซึ่งบริษัทจะสามารถกลับมาใช้แบรนด์บิ๊กซีได้อีกครั้งช่วยปลายปี 2570 หลังสัญญาให้กลุ่มเซ็นทรัลใช้ชื่อแบรนด์บิ๊กซีสิ้นสุดลง โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะเปลี่ยนบิ๊กซีของตนเป็นแบรนด์โก (GO)
“เราจะลงทุนกับธุรกิจในเวียดนามแบบก้าวกระโดดทุกรูปแบบ โดยนอกจากการขยายสาขาแล้วยังจัดทริปพาผู้บริหารไทยไปลงพื้นที่เพื่อส่งผ่านองค์ความรู้ให้กับทางเวียดนามด้วย หลังไม่ได้เปิดสาขาไซซ์ใหญ่ในเวียดนามมากว่า 10 ปีแล้ว”
ส่งไพรเวตเลเบิลรุกตลาดโลก
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เสริมว่า นอกจากเวียดนามแล้วบริษัทจะเดินหน้าสร้างรายได้จากต่างประเทศในรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการส่งสินค้าไพรเวตเลเบิลที่เน้นจุดขายด้านความเป็นไทย เป็นหัวหอกเข้าไปวางจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับทั้งบีเจซี และสินค้าไทยโดยรวม
โดยต่อยอดจากความสำเร็จของไลน์สินค้าไพรเวตเลเบิล ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 50,000 รายการ และสัดส่วนยอดขายเติบโตต่อเนื่องจนถึงระดับ 17.4% ของยอดขายรวมแล้ว และบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนยอดขายของกลุ่มสินค้านี้ให้ไปถึง 30% ภายในปี 2030 เช่นเดียวกับรายได้จากต่างประเทศ
เล็ง JV เพิ่มอุดช่องว่าง
พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าแผนการร่วมทุน หรือ Join Venture – JV เน้นการดึงบริษัทที่ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายธุรกิจซึ่งบีเจซีไม่ชำนาญเข้ามาเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน และเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอ รับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต หลังก่อนหน้านี้ร่วมทุนกับยักษ์ขนส่ง DHL ทำธุรกิจเครือข่ายโลจิสติกส์สินค้าสุขภาพ เช่น ยารักษาโรค, เครื่องมือแพทย์ และร่วมมือกับช่องวันผลิตคอนเทนต์บันเทิง สำหรับสร้างรายได้และสื่อสารแบรนด์
ชะลอแผนเข้าตลาด
นายอัศวินย้ำว่า สำหรับแผนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นจะยังชะลอออกไปก่อน เนื่องจากหุ้นไทยในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าระดมทุน ส่วนแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นโลกทั้งในเอเชียและอเมริกานั้นต่างให้ความสนใจกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นหลัก ทำให้การระดมทุนของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นอาจไม่ได้รับมูลค่าตามที่ควรจะเป็นในช่วงเวลานี้
แม้ตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีสภาพคล่องที่ดีมาก แต่ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจของ BJC ที่เชื่อมโยงกับตลาดจีนยังมีไม่มากและแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก จึงต้องขยายธุรกิจในจีนอีกระยะหนึ่งก่อน พร้อมศึกษาโอกาสในการขยายธุรกิจที่อาจนำไปสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯแบบคู่ขนาน หรือ Dual Listing ทั้งในไทยและต่างประเทศ
