“คณิศ” ดันประมูล PPP “อู่ตะเภา” ต.ค. 61 เปิดเมืองการบินเฟสแรกปี 66 รับ 15 ล้านคน

Transportation News / ข่าวหมวดระบบขนส่ง

โรดโชว์โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เปิดรับฟังความเห็นนักลงทุน “คณิศ” เผยรัฐบาลเปิดกว้างเอกชนร่วมทุน PPP-Net Cost มูลค่า 2 แสนล้าน ตั้งเป้าสรุปทีโออาร์ใน ก.ย. 61 ประกาศเชิญชวน ต.ค. 61 ได้ตัวใน ม.ค. 62 เริ่มก่อสร้าง เปิดเฟสแรก รับ 15 ล้านคนในปี 66 พร้อมรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ขณะที่ “นายกฯ” เตรียมบินฝรั่งเศส ลงนามแอร์บัสพัฒนา MRO

วันนี้ (15 มิ.ย. 61) พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้แทนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Market Sounding) โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ภายใต้การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) : เมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อนำเสนอข้อมูล นโยบาย และแผนงานต่างๆ ซึ่งมีตัวแทนหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคธุรกิจจากธุรกิจการบิน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารและสถาบันการเงิน นักลงทุน สมาคมการค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมประมาณ 300 คน

พล.ร.อ.นริสเปิดเผยว่า การพัฒนาขยายสนามบินอู่ตะเภา เพื่อสนับสนุนการพัฒนา EEC และนโยบายพัฒนา 3 สนามบิน “สุวรรรภูมิ, ดอนเมือง, อู่ตะเภา” เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งทางอากาศ โดยปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 2 ล้านคนต่อปีแล้ว ตามแผนจะพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดการรองรับผู้โดยสารสูงสุดที่ 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนเพื่อสรุปรูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 2 นั้น รัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง ขณะนี้กองทัพเรือเตรียมจ้างที่ปรึกษาออกแบบ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2562

พล.ร.อ.โสภณ วัฒนมงคล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ และประธานกรรมการบริหารโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของกองทัพเรือ กล่าวว่า เป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้เป็น “ท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ” เพื่อยกระดับสู่การเป็น “ศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub)” โดยที่ปรึกษาจะนำเสนอผลการศึกษารูปแบบและแนวทางการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership : PPP) และเพื่อพิจารณาร่วมกันถึงรูปแบบและแนวทางการร่วมลงทุนที่เหมาะสม

โดยโครงการจะครอบคลุมพื้นที่โดยรอบประมาณ 6,500 ไร่ ประกอบด้วย การก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 อาคารคลังสินค้า ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการบิน อาคารขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ เขตประกอบการค้าเสรีและศูนย์ธุรกิจการค้า ขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 15 ล้านคนต่อปี ภายใน 5 ปี (ในปี 2566) เพิ่มเป็น 30 ล้านคนต่อปี ในอีก 10 ปีข้างหน้า และรับเป็น 60 ล้านคนต่อปี ใน15 ปี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า โครงการนำร่องในการพัฒนา EEC มี 5 โครงการ มูลค่าลงทุนประมาณ 6-7 แสนล้านบาท ซึ่งโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ได้ประกาศทีโออาร์ไปแล้วเป็นโครงการแรก และในสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีการลงนามกับแอร์บัสในข้อตกลงร่วมทุน (Joint Venture Agreement) กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา นอกจากนี้ยังมีเอกชนเสนอในการพัฒนาด้านศูนย์ซ่อมอีก เช่น แอร์เอเชีย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเพื่อรองรับผู้โดยสารสูงสุดที่ 60 ล้านคนต่อปีนั้น คาดว่าจะลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท รูปแบบร่วมทุน PPP - Net Cost ซึ่งจะเป็นการเปิดประมูลนานาชาติ หรือ International Bidding ให้นักลงทุนทุกประเทศเข้าร่วม โดยทีโออาร์จะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. 2561 และประกาศเชิญชวนในเดือน ต.ค. 2561 ให้เวลานำเสนอ 3 เดือน ได้ตัวผู้ร่วมลงทุนในเดือน ม.ค. 2562 หรือในไตรมาส 1/2562 โดยระยะแรกรองรับที่ 15 ล้านคนต่อปี จะแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งจะพร้อมกับโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินที่จะแล้วเสร็จเช่นกัน

นอกจากนี้ แผนของ EEC ยังเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, มอเตอร์เวย์, ทางหลวง, รถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ นอกจากนี้ยังให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาการวางแผนพัฒนาเมืองรอบสนามบินอู่ตะเภา รัศมี 10 กม.(สัตหีบ, บ้านฉาง) รัศมี 30 กม. (พัทยา, ระยอง) และรัศมี 60 กม. เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากร และจะมีการวางแผนด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาพื้นที่ในEEC อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเชื่อว่าเมื่อพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินจะเกิดการเดินทาง ธุรกิจ การลงทุน และท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะจะสามารถเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากอู่ตะเภาเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้ในเวลา 45 นาที ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของพื้นที่อย่างสมบูรณ์

15/6/2561  MGR Online (15 มิถุนายน 2561)

ผู้สนับสนุน