ตั้งธงใช้ยางพารา2แสนตัน พัฒนาโครงข่ายถนนทวประเทศ

Infrastructure News / ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมทบทวนปริมาณการใช้ยางพารา ว่าความคืบหน้าการนำยางพารามาพัฒนาถนนทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรว่าขณะนี้มีเกาะกลางถนนที่สามารถนำยางพาราไปช่วยพัฒนาได้ประมาณ 2,500 กิโลเมตร แบ่งเป็นถนนของทางหลวง 1,994 กิโลเมตร และถนนของทางหลวงชนบท 500 กิโลเมตร และในปี 2563 ตั้งเป้าหมายจะใช้น้ำยางสดให้ได้ 200,000 ตัน ยืนยันว่าจะไม่มีการทุบเกาะกลางถนนหรือแบริเออร์แบ่งฝั่งถนนที่มีอยู่เดิมแต่จะเสริมความแข็งแกร่งเพิ่มยางพาราเข้าไปหุ้มแบริเออร์เหล่านั้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและทำให้แบริเออร์ใหม่ขึ้นเพราะปัจจุบันมีบางจุดค่อนข้างเก่าซึ่งที่ประชุมได้ให้กรมทางหลวง(ทล.)และกรมทางหลวงชนบท(ทช.)กลับไปศึกษาข้อมูลและสรุปนำกลับมาเสนอเกี่ยวกับต้นทุนและปริมาณการใช้ยางพาราที่ชัดเจนอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมี 2 แนวทางที่สามารถรองรับแรงกระแทกความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้แก่ 1.การใช้ยางพารามาหุ้มแบริเออร์เดิมกลางถนน 2.ใช้ยางพาราหุ้มเส้นสลิงเกาะกลางถนนโดยจะนำยางพาราเป็นแผ่นมาหุ้นคล้ายเลโก้ ซึ่งเงื่อนไขหลักของการนำยางพารามาพัฒนาถนนนั้นจะต้องเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ชาวบ้านผลิตได้เองโดยหน่วยงานจะไปรับซื้อยางหน้าสวนเกษตรกรแบบไม่ผ่านโรงงานและพ่อค้าคนกลางเพื่อให้รายได้ถึงมือผู้ผลิตต้นทางอย่างแท้จริง รวมทั้งจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสอนชาวบ้านเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต ส่วนเรื่องราคา ความแข็งแรงปลอดภัย และความเร็วในการก่อสร้างนั้นมองว่าการใช้ยางพารามาหุ้มแบริเออร์เดิมกลางถนนสามารถทำได้รวดเร็วการก่อสร้างไม่กีดขวางทางจราจร รวมถึงยังสั่งการให้กรมเจ้าท่าไปพิจารณาการใช้ยางพารามาใช้รับแรงกระแทกที่ท่าเรืออีกด้วย

“มั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้เงินถึงมือเกษตรกรได้มากขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางบนถนน การนำยางพาราครอบแบริเออร์เป็นนวัตกรรมที่มีการรองรับมาตรฐานโดยสหรัฐฯ นำไปสู่การลดอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้จะสร้างสะพานลอยเพิ่มมากขึ้นบนถนนทั่วประเทศและหาวิธีป้องกันไม่ให้สัตว์มาวิ่งตัดหน้ารถบนถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ”

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่าสรุปการใช้น้ำยางพาราในปี 2562 พบว่ามีการใช้น้ำยางพารามาพัฒนาถนนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2561 ที่ราว 34,313 ตัน ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) จะใช้ยางพาราใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.แผ่นยางรองรางรถไฟ 2.แผ่นยางครอบหมอนคอนกรีตอัดแรงสำหรับรองใต้แผ่นปูทางผ่าน 3.แผ่นปูทางผ่านที่มีส่วนผสมของยางธรรมชาติ และจากการประเมินว่าการสร้างแบบสลิงแล้วนำตัวเลโก้ยางพารามาหุ้มสลิงนั้นก่อสร้างยากเพราะต้องเจาะถนนเพื่อวางหลักและมีต้นทุนที่สูงกว่าการทำแบริเออร์แล้วหุ้มด้วยยางพาราอีกชั้น (Temporary Barrier) รวมถึงการนำยางพารามาหุ้มแบริเออร์นั้นมีความปลอดภัยมากกว่าแบบสลิงอีกด้วย

ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) จะกลับไปศึกษาในส่วนของทางข้ามถนน ส่วนไม้หมอนรถไฟนั้นเบื้องต้นประเมินว่าอาจจะไม่สามารถรับแรงน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งได้ให้ไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหินโรยทางว่าสามารถเคลือบยางพาราบนผิวหน้าไม่ให้หินกระเด็นได้หรือไม่ในลักษณะคล้ายพาราซอยล์ซีเมนต์ ด้านกรมเจ้าท่าก็ได้ให้ไปออกแบบเพิ่มในเรื่องของท่าเรือ โดยทางกรมเจ้าท่าได้ให้ข้อมูลว่าในส่วนของท่าเรือจะต้องมีสเปกเฉพาะเนื่องจากต้องรับแรงกระแทกสูงของเรือช่วงเข้า-ออกท่า

29/8/2562  แนวหน้า (29 สิงหาคม2562)

พื้นที่โฆษณา