ท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้ออสังหาฯ หดตัวอย่างแรง โดยเฉพาะตลาดแมสที่อ่อนแรงหนัก แต่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปยังขายได้ ทำให้บิ๊กแบรนด์หันมาชิงฐานลูกค้ากลุ่มนี้ แม้ว่าตลาดไม่ได้ขายดีเว่อร์เหมือนเคย
“มงกุฎ เตโชฬาร” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบ และการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า ภาพรวมตลาดบ้านหรูยังแข่งขันกันอย่างหนัก แม้ดีมานด์ปรับตัวลดลง แต่ด้วยเซ็กเมนต์อื่นแทบจะไม่หลงเหลือกำลังซื้อ จึงเชื่อว่าบ้านหรูยังไปต่อได้ และปีนี้บริษัทยังตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำตลาดบ้านหรูระดับราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปในอีก 5 ปีข้างหน้า (2569-2573) ตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 26% โดยมีพอร์ตกลุ่มลักเซอรี่และอัลตราลักเซอรี่รวม 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการกว่า 33,000 ล้านบาท
ปรับทัพเจาะกลุ่ม Wealth
“ตลาดนี้ยังไปได้ ดูจากผลตอบรับงาน SC Days 2026 เราได้ยอดขาย 1,400 ล้าน สามารถปิดการขายบ้านหรูหลายโครงการ สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ากลุ่ม Wealth ยังมีอยู่และดีมานด์ยังแข็งแรง ทำให้เราจะใช้เป็นกลยุทธ์บุกตลาดในปีนี้”
จึงเป็นที่มาการเปิดตัวแคมเปญร่วมกับ SCB โดยลูกค้าซื้อโครงการบ้านระดับอัลตราลักเซอรี่ของ SC ที่สมัครสินเชื่อกับธนาคารไทยพาณิชย์ และเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 กันยายน 2569 จะได้รับทั้งคะแนนสะสมบัตรเครดิตสูงสุด 7 เท่า และหน่วยลงทุนผ่านบัญชีซื้อขายหน่วยลงทุนที่มีอยู่กับ SCB สูงสุด 20 ล้านบาท
โดยเอกสิทธิ์บัตรเครดิตแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.SCB First ลูกค้าที่ซื้อบ้านตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป 2.SCB Prime ลูกค้าที่ซื้อบ้าน 20-50 ล้านบาท และ 3.SCB Private Banking ลูกค้าที่ซื้อบ้านตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งเป้ารายได้จากแคมเปญนี้ 1,000 ล้านบาท
ประเดิมบูเลอวาร์ดพรานนก
โดย SC จะประเดิมโครงการแรกของปีด้วย “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” มูลค่า 2,450 ล้าน บนพื้นที่กว่า 38 ไร่ จำนวน 51 ยูนิต มีบ้าน 3 รูปแบบ ได้แก่ Cape Heritage, Gable Reserve และ Manor Estate ขนาดพื้นที่ใช้สอย 575-825 ตร.ม. จำนวนห้องสูงสุด 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 ห้องรับแขก ที่จอดรถสูงสุด 5 คัน
ไฮไลต์อยู่ที่ดีไซน์ที่ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบผ่านสถาปัตยกรรม Cape Dutch Revival ที่นำเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมดัตช์ในศตวรรษที่ 17 มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย ผ่านการลดทอนรายละเอียดให้เรียบง่าย
รวมถึงพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และฟังก์ชั่นของบ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาให้บ้านเป็น Family Estate รองรับการอยู่อาศัยของหลายเจเนอเรชั่นและกลายเป็นสมบัติที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น
จุดขายคือพื้นที่ส่วนกลางที่เป็น Private Lounge, Gym, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, สนาม Pickle Ball, Relaxing Area, Outdoor Kid’s Area และสวนส่วนกลาง ยังมี 7 นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิต ตอบรับการอยู่อาศัยทุกช่วงวัย
อาทิ ระบบขจัดมลพิษทางอากาศภายในบ้าน, แผงโซลาร์เซลล์ทุกหลัง, ระบบความปลอดภัย 3 ชั้นตรวจจับความร้อน ควันไฟ, จุดรองรับสำหรับการติดตั้ง EV ชาร์จเจอร์ภายในบ้าน
เปิดอีก 4 โครงการ-ปรับเป้าขาย
“มงกุฎ” ยังฉายภาพบ้านหรู SC ในครึ่งหลังจะเปิด 4 โครงการ มูลค่า 6,000 ล้านบาท และรีลอนช์ 16 โครงการเดิมจาก 8 ซีรีส์ ผ่านการปรับโปรดักต์ใหม่ ทั้งดีไซน์ และฟังก์ชั่นให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงของขนาดครอบครัวหลายเจเนอเรชั่นและพฤติกรรมการใช้งานที่ปัจจุบันลูกค้าต้องการห้องขนาดเท่ากัน หรือปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
สำหรับทำเลที่น่าสนใจยังคงเป็นกรุงเทพฯ ตะวันออกและตะวันตกไม่ว่าทำเลราชพฤกษ์ ถนนหอการค้า ถนนกาญจนาภิเษก และกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งงบฯ ซื้อที่ดินไว้ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4,000 ล้านบาทสำหรับการซื้อที่ดินในการพัฒนาโครงการแนวราบ และใช้ไปแล้วกว่า 50% ของงบฯ ซื้อที่ดินแนวราบ
“ตลาดอสังหาฯ ตอนนี้ผู้ประกอบการชะลอตัว เพราะแข่งขันสูง ดีมานด์ลด ซัพพลายเยอะ ช่วงที่ขายดีมาก ๆ ใช้เวลาดูดซับแค่ 3 ปี ตอนนี้กลายเป็น 6 ปี แต่ SC ยังต้องขยายพอร์ตให้เติบโตต่อไป เราซื้อ 15 แปลงจากตั้งเป้าไว้ 10 แปลงสำหรับแนวราบ เป็นแปลงเล็ก ๆ ราคาดี ทำเลก็ดี ใกล้ซีบีดีที่ได้มา 2-3 แปลง
เมื่อก่อนที่ดินซื้อยาก ถูกซื้อไปทำโรงพยาบาล คอมมิวนิตี้มอลล์ พอธุรกิจชะลอจึงมีที่ดินออกมาให้เราเลือกซื้อเยอะ ถือเป็นโอกาสของเราที่ได้ที่ดินสร้างมูลค่าในระยะยาว”
เพราะ “มงกุฎ” เชื่อว่าดีมานด์ในการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แม้ว่าซัพพลายยังคงค้างในตลาดจำนวนมาก แต่เมื่อไหร่ที่ซัพพลายเริ่มลดลงจะทำให้ภาพรวมตลาดกลับมาฟื้นตัวดี
ล่าสุดบริษัทได้มีการปรับเป้ายอดขายโครงการแนวราบจากที่ประกาศไปเมื่อต้นปีที่ 16,000 ล้านบาท เป็น 16,500 ล้านบาท เนื่องจากผลงานในครึ่งแรกของปีเป็นที่น่าพอใจ
