info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

พลิกโฉมรถไฟใหม่ 2,000 กม. สปีด ‘ทางคู่’ เชื่อมภาคใต้ทะลุ ‘มาเลย์’

ข่าวหมวดระบบขนส่ง 30 เมษายน 2569 3ครั้ง
พลิกโฉมรถไฟใหม่ 2,000 กม. สปีด ‘ทางคู่’ เชื่อมภาคใต้ทะลุ ‘มาเลย์’

โฉมหน้าของระบบขนส่งทางรางของไทยในปี 2573 จะมีการพัฒนารถไฟทางคู่และทางสายใหม่ 16 เส้นทาง รวม 2,060 กม. เพื่อลดเวลาการเดินทางและต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา “รัฐบาล” ได้เดินหน้าก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟสแรกแล้ว 7 เส้นทาง รวม 993 กม.และใช้เงินก่อสร้างกว่า 124,073 ล้านบาท

ทางคู่ 2 สายใหม่เสร็จปี ‘71

ปัจจุบันเปิดบริการแล้ว 6 โครงการ ประกอบด้วยชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. เปิดบริการปี 2562, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. เปิดบริการปี 2562, นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169 กม. เปิดบริการปี 2567, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กม. เปิดบริการปี 2565, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. เปิดบริการปี 2567, ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. เปิดบริการปี 2568 และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 1 โครงการ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. มีความคืบหน้าแล้ว 95.33%

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่เพิ่ม 2 เส้นทาง มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 322 กม. มูลค่า 85,345 ล้านบาท แบ่งการก่อสร้าง 3 สัญญา ขณะนี้มีความคืบหน้าแล้ว 56.27% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 โดยแนวเส้นทางพาดผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรองรับการท่องเที่ยวภาคเหนือ

และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. มูลค่า 66,848 ล้านบาท แบ่งการก่อสร้าง 2 สัญญา มีความคืบหน้าแล้ว 31.91% ตามแผนสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่-หนองพอก จะเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ส่วนสัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก-สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จะเสร็จในเดือนเมษายน 2571 แนวเส้นทางเชื่อมต่อ 6 จังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับชายแดน สปป.ลาว และเส้นทางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง รองรับการค้าและท่องเที่ยว

ทุ่ม 3 แสนล้านลุยสร้างเฟส 2

ขณะเดียวกันพยายามผลักดันการลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟส 2 เพิ่มอีก 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กม. วงเงินกว่า 297,926 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดสภาพัฒน์) แล้ว 3 เส้นทาง ประกอบด้วยช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท , ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท

ส่วนอีก 3 เส้นทาง ทางสภาพัฒน์ให้ทบทวนโครงการอีกครั้ง ประกอบด้วยช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095.36 ล้านบาท, ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท, ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท

เร่งต่อสายใต้ทะลุมาเลย์

จากแผนงานล่าสุด “พิพัฒน์รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ภายใน 3 เดือนนี้จะเร่งนำรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 3 เส้นทาง สายใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา-ปาดังเบซาร์ ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เส้นทางเชื่อมกับประเทศมาเลเซีย ตั้งเป้าให้เริ่มก่อสร้างภายในปี 2570

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ขณะที่ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังมอบนโยบายกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ให้กรมการขนส่งทางรางในฐานะกำกับดูแลงานด้านระบบรางเร่งรัดการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อสร้างทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระให้เปิดบริการได้ตามแผนงาน พร้อมเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบรางอย่างยั่งยืนในอนาคต

“โครงการรถไฟทางคู่เฟสที่ 2 ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการและสภาพัฒน์ยังไม่ได้อนุมัติ ให้กรมการขนส่งทางรางไปดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุน จากเดิมที่รัฐลงทุนทั้งหมด เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ หรือจะเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานและการใช้งบประมาณ” สิริพงศ์กล่าว

เปิดทางเอกชนเดินรถ

พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปจะให้บทบาทเอกชนเข้ามาร่วมในการใช้รางของการรถไฟฯ โดยให้เอกชนที่สนใจมาเดินรถบนรางของการรถไฟฯ ได้ ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ด้วยการจ่ายค่าใช้ประโยชน์จากรางให้กับการรถไฟฯ ทั้งเส้นทางรถไฟในปัจจุบันและรถไฟสายใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม จะทำให้การรถไฟฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น

“สิริพงศ์” กล่าวว่า ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้แล้ว กรมการขนส่งทางรางในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบรางของประเทศ ต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งรัดโครงการสำคัญของระบบราง ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งทางราง วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน โดยทำแผนแม่บทโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุน

ด้าน “พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า กรมจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านระบบรางสู่การปฏิบัติ เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญมาตรฐานความปลอดภัย ดูแลอัตราค่าโดยสารให้เป็นธรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสำคัญด้านระบบรางให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →