หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กระทรวงการคลัง ดำเนินการกู้เงินกับธนาคารโลก เพื่อเดินหน้าการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา
ล่าสุดกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เตรียมจับปากกาเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาทั้ง 2 โครงการ ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ มี ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่คว้างานทั้ง 2 โครงการไป คือ บริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd ยักษ์รับเหมาก่อสร้างจากประเทศมาเลเซีย โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีวงเงินก่อสร้าง 4,841 ล้านบาท และสะพานเชื่อมเกาะลันตา มีวงเงินก่อสร้าง 1,854 ล้านบาท รวม 2 โครงการ ใช้เงินก่อสร้างทั้งหมด 6,695 ล้านบาท
สำหรับแหล่งเงินที่นำมาทำการก่อสร้าง เป็นเงินกู้ธนาคารโลก 70% และเงินงบประมาณ 30% โดยจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 1,080 วัน นับจากวันเซ็นสัญญา คาดว่าโครงการจะสร้างเสร็จในปี 2572 ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จากข้อมูลของกรมทางหลวงชนบท พิกัดของโครงการ “สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา” อยู่พื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง มีระยะทาง 7 กม. รูปแบบสะพานเป็นสะพานคานขึงและสะพานคานคอนกรีตรูปกล่องขนาด 2 ช่องจราจร
โดยตัวสะพานได้ออกแบบให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อเปิดใช้จะลดระยะทางการเดินทางจากปกติ 80 กม. เหลือแค่ 7 กม. ร่นเวลาการเดินทางได้ 2-3 ชั่วโมง ทั้งยังส่งเสริมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุงและสงขลา
ส่วน ”สะพานเชื่อมเกาะลันตา” อยู่ตำบลเกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่ มีระยะทาง 2,240 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อประมาณ 747 เมตร รวมระยะทางโครงการประมาณ 2.5 กม. มีจุดเริ่มต้นบริเวณทางหลวงหมายเลข 4206 กม.ที่ 26+620 ตำบลเกาะกลาง ไปบรรจบกับทางหลวงชนบทหมายเลข กบ.5035 ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จะช่วยลดเวลาการเดินทางได้ถึง 2 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 5 นาที รูปแบบก่อสร้างเป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร ประกอบด้วยสะพานคานขึง และสะพานคานยื่น
”พิพัฒน์” ระบุว่า โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและทุกฝ่ายในพื้นที่ร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง กำลังเข้าสู่หมุดหมายสำคัญ เตรียมลงนามสัญญาก่อสร้างวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้ในปี 2572
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อแก้ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาแพขนานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลา ความสะดวกในการเดินทาง การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลที่มีปริมาณรถจำนวนมาก
“ช่วงสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานขึง ผสมผสานกับสะพานคานยื่นสมดุล และออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมโดยนำอัตลักษณ์ “เสากระโดงเรือสำเภา” และ “กระบี่ไขว้” มาประยุกต์ เพื่อให้สะพานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของจังหวัดกระบี่ และช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้แพขนานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแน่นอนในการเดินทาง และรองรับการเดินทางได้มากกว่า 10,000 คันต่อวัน” พิพัฒน์กล่าว