ดันมอเตอร์เวย์4หมื่นล้าน เชื่อมต่อจากโทลล์เวย์รังสิตถึงบางปะอิน

Infrastructure News / ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวง ได้เปิด Market Sounding โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ช่วงรังสิต-บางปะอิน (M5) ระยะทาง18 กิโลเมตร และขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการจัดให้มีการสัมภาษณ์กลุ่มของเอกชนที่สนใจ เพื่อลงรายละเอียดของโครงการอีก 1 ครั้ง จากนั้นจะสรุปผลเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา ภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2563 ก่อนที่จะเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) พิจารณาอนุมัติหลักการต่อไป

พร้อมคาดว่าจะสามารถประกาศเชิญชวน และขายซองเอกสารประกวดราคาได้ในช่วงปลายปี 2563 พร้อมเปิดประมูลภายในต้นปี 2564 และได้ผู้ชนะการประมูลช่วงปลายปี 2564 ก่อนเริ่มต้นก่อสร้างโครงการในปี 2565โดยจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2568

สำหรับโครงการ M5 เป็นโครงการรองรับการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินและวิภาวดีรังสิต และรองรับการเดินทางของประชาชนการเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) ด้วย โดยการลงทุนนั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 สัญญา ได้แก่ งานก่อสร้างโยธา 28,100 ล้านบาท และแบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 26,600 ล้านบาท ค่างานระบบ 1,010 ล้านบาท ค่าควบคุมงาน 414 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 100 ล้านบาท และงานระบบรวมถึงบริหาร 11,800 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี แบ่งเป็นค่าซ่อมบำรุง 6,130 ล้านบาท รวมถึงค่างานระบบและบริหาร 5,680 ล้านบาทโดยเอกชนเป็นผู้ดูแลช่วง อนุสรณ์สถาน-รังสิต บางปะอิน ส่วนด้านรูปแบบโครงการอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะเป็นร่วมทุนแบบ PPP Net Cost หรือ PPP Gross Cost โดยมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 13%

สำหรับปริมาณจราจรนั้นในปีแรกที่เปิดให้บริการปี 2568 จะมีปริมาณ 21,000 คันต่อวัน ก่อนเติบโต 150% ในช่วง 15 ปีแรก คิดเป็นเฉลี่ย 50,000 คันต่อวัน ในปี 2583 และเพิ่มเป็น 68,000 คัน ในปี 2597 ขณะที่รายได้ก็คาดว่าในปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 423 ล้านบาทต่อปี ก่อนเพิ่มเป็น 1,520 ล้านบาทต่อปีในปี 2583 คิดเป็นรายได้สะสมรวม 12,300 ล้านบาท ในช่วง 15 ปีแรกหลังจากนั้นในปี 2584-2597 จะมีรายได้สะสมรวม 31,900 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมที่ตั้งเป้าหมายตลอด 30 ปีรวมทั้งสิ้น 44,200 ล้านบาท สูงกว่าเม็ดเงินลงทุนทั้งโครงการที่ 40,000 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนทางการลงทุน (Margin) 10%

27/9/2562  แนวหน้า (27 กันยายน 2562)

ผู้สนับสนุน