“เจี้ยนชา” แตกไลน์ธุรกิจบุกตลาดสปา เดินหน้าปั้นแบรนด์ใหม่ “ใจฉันสปา” เจาะตลาดนวดไทยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ชูจุดขายสปาไทยแท้ 100% พร้อมบริการสระผม ASMR ราคาจับต้องได้ ปักหมุดสาขาแรก “สยามดิสคัฟเวอรี่” ก่อนขยายเพิ่ม 15-20 สาขา ในรูปแบบแฟรนไชส์ 90% และลงทุนเอง 10% เน้นทำเลกลางกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้านต่างประเทศเตรียมปูพรมบุก “สิงคโปร์-ออสเตรเลีย-ดูไบ-สหรัฐ” หวังยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่แบรนด์สปาระดับโลก ตั้งเป้าขยายครบ 1,000 สาขาทั่วโลกใน 5-7 ปี
ดร.พอลลี่ เฮสันต์ Founder & CEO บริษัท เจี้ยนชา จำกัด ผู้บริหารและก่อตั้ง JIAN CHA (เจี้ยนชา) แบรนด์ชาผลไม้ระดับพรีเมี่ยม และแบรนด์สปา JIA CHAN กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดธุรกิจนวดไทยทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนจากมูลค่าตลาดนวดไทยทั่วโลกมีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท ส่วนในไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 35,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดนวดไทยยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก เพราะแม้ร้านนวดไทยจะมีกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดระบบและมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมถึงมักมีการผสมผสานผลิตภัณฑ์จากประเทศอื่นเข้ามาใช้ จนสูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นไทยดั้งเดิมไป
ขณะเดียวกันแม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้ออาจมีความผันผวน แต่บริษัทมองว่าธุรกิจนวดไทยหรือสปา จะเป็นกลุ่มที่ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และไม่สามารถถูกดิสริปชั่น โดย AI ได้ง่าย เนื่องจากการนวดต้องอาศัยทักษะฝีมือมนุษย์และความใส่ใจ อีกทั้งการที่กลุ่มบริษัทมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายทั้งเครื่องดื่มและสุขภาพ ทำให้สามารถแชร์ทรัพยากรด้านการตลาดและระบบบริหารจัดการร่วมกันได้ ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เรามองว่าแบรนด์ใจฉันสปาจะไม่ใช่แค่เรื่องของการทำธุรกิจนวด แต่คือการยกระดับภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจระดับสากลที่สามารถส่งออกความเป็นไทยไปสร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้กลับสู่ประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้การนำทัพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองการณ์ไกลถึงตลาดโลกมากกว่าเพียงแค่การแข่งขันในประเทศ”
ส่งแบรนด์ใหม่-รุกตลาดนวดไทย
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าวบริษัทจึงชิงโอกาสจากช่องว่างด้วยการสร้างแบรนด์สปาในชื่อ “ใจฉันสปา” (JAI CHAN SPA) พร้อมจุดเด่นความเป็นไทยแท้ 100% ตั้งแต่ชุดยูนิฟอร์มผ้าทอไทย ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่คัดสรรจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้รายได้กระจายกลับสู่ต้นน้ำของประเทศ
โดยโมเดลของแบรนด์ “ใจฉันสปา” จะถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งโครงสร้างบริการภายในร้านจะแบ่งน้ำหนักไปที่การสระผม ASMR 70% และการนวดไทยอีก 30% ครอบคลุมบริการตั้งแต่การนวดหน้า ขัดผิว อโรมา และการใช้ลูกประคบ รวมถึงจะมีจุดเด่นเรื่องราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้น 590 บาท ไปจนถึงโปรแกรมระดับพรีเมี่ยม 2,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยนำร่องเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
“การเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่ เนื่องจากต้องการที่จะเจาะกลุ่มชาวต่างชาติเป็นหลัก ประกอบกับในโลเกชั่นนี้ก็มีแบรนด์รุ่นพี่อย่างเจี้ยนชาตั้งอยู่แล้ว จึงมองว่าการเลือกปักหมุดสาขาแรกที่นี่จะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลังจากที่เราเปิดให้บริการมา 5-6 เดือน ผลตอบรับถือว่าเกินความคาดหมาย โดยปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติทั้งชาวจีน อาหรับ และนักท่องเที่ยวจากดูไบมาใช้บริการสูงถึง 80% ขณะที่ลูกค้าคนไทยอยู่ที่ 20%”
นอกจากนี้ บริษัทยังวางโพซิชั่นของแบรนด์ “ใจฉันสปา” ให้เป็นมากกว่าสถานบริการนวด แต่จะเป็น “Product Hub” ของสมุนไพรไทย ภายใต้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ ยาสระผมข้าวหอม ขมิ้น และดินสอพอง โดยมีแผนที่จะขยายไลน์ผลิตภัณฑ์สู่แชมพู ครีมนวด โฟมล้างหน้า และสครับ เพื่อวางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee, Lazada และก้าวสำคัญคือ การบุกตลาดสหรัฐอเมริกาผ่านเว็บไซต์ Amazon เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในวงกว้าง
วางเป้าขยายเพิ่ม 15-20 สาขา
ดร.พอลลี่กล่าวว่า ทิศทางการขยายสาขาของ “ใจฉันสปา” ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 15-20 สาขา เน้นรูปแบบแฟรนไชส์ 90% และบริษัทลงทุนเอง 10% ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจติดต่อเข้ามาแล้ว 2-3 ราย โดยกลยุทธ์การเลือกทำเลจะยังคงเน้นย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก ก่อนจะขยายสู่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยาและภูเก็ตในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทก็ได้เตรียมทุ่มงบประมาณลงทุนในสาขา 2 ที่ตึก RS เก่า ย่านลาดพร้าว ซึ่งจะเป็นสาขาที่รวมแบรนด์ในเครืออย่าง เจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ไว้ในตึกเดียวกัน โดยเบื้องต้นตัวตึกจะมีทั้งหมด 6 ชั้น ซึ่งแบรนด์ใจฉันสปาจะตั้งอยู่ชั้น 3 โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการช่วงเดือนเมษายน 2569
นอกจากนี้ ภายในปี 2569 บริษัทยังมีแผนที่จะนำแบรนด์ “ใจฉันสปา” ไปบุกตลาดต่างประเทศเช่นเดียวกัน โดยประเทศกลุ่มแรกที่จะไปคือ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ดูไบ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นการเดินตามรอยความสำเร็จของแบรนด์เจี้ยนชาที่รุกตลาดเหล่านั้นไปก่อนแล้ว
“เรามองว่าตลาดอเมริกาเป็นโอกาสครั้งใหญ่ เนื่องจากยังไม่มีแบรนด์สปาไทยที่เป็นระบบอย่างจริงจังเข้าไปทำตลาด ดังนั้น การที่เรามุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของตนเอง เพื่อรองรับระบบสมาชิก (Subscription) และระบบ CRM เพื่อสร้าง Loyalty ในกลุ่มลูกค้าทั่วโลก จะสามารถทำให้แบรนด์ใจฉันสปากลายเป็นแบรนด์ Top of Mind ของผู้คนทั่วโลกได้”
ส่วนแผนการขยายธุรกิจในระยะยาว วางแผนสร้างอาณาจักร JC GROUP ให้แข็งแกร่งผ่านโมเดล Holdings เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ อย่าง Nasdaq หรือตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใน 5-7 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการขยายสาขาแบรนด์ในเครือ ทั้งเจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ให้ได้แบรนด์ละ 1,000 สาขาทั่วโลก ภายในปี 2569-2574
