info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.216.162

‘มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย’ ผุดโมเดล 2.0 เจาะลึกตำบล-อำเภอ

Retails News / ข่าวหมวดห้างสรรพสินค้า

“มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย” ทุ่มงบ 6,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายเพิ่ม 500 สาขาใน 3 ปี เจาะลึกถึงตำบล-อำเภอ ชูโมเดลร้าน 2.0 อัพไซซ์-ปรับผังเน้นโปร่งโล่ง พร้อมผสานกลยุทธ์รัดเข็มขัดคุมต้นทุนรับมือเศรษฐกิจชะลอ คาดสิ้นปี ‘68 รายได้โตต่อเนื่อง หลังปี’67 โกยรายได้ 16,200 ล้านบาท โตเฉลี่ย 27.7%

นายอานุภาพ คงมาลัย รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ค้าปลีกไทยในปี’68 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังเห็นโอกาสสำหรับขยายสาขาและสร้างการเติบโต หนึ่งในนั้นคือจำนวนประชากรต่อสาขาที่ 660 คนต่อ 1 สาขา ซึ่งยังสูงกว่ามาเลเซียที่มีอัตราส่วน 350 คน ต่อ 1 สาขา สะท้อนถึงช่องว่างสำหรับขยายสาขาเพิ่ม

ด้วยแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 500 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี (2568-2570) ด้วยงบฯลงทุน 6,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีสาขาครบ 1,500 สาขา ใน 3 ปี หลังต้นปี ‘68 เปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 72 สาขา

การขยายสาขาจะเน้นโมเดล MR. D.I.Y 2.0 ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยพื้นที่มากกว่า 1,000 ตร.ม. ชั้นวางเตี้ยลง จัดเรียงสินค้าให้เลือกซื้อง่ายขึ้น ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา ควบคู่ไปกับโมเดลเดิมขนาด 700-800 ตร.ม. และสาขาขนาดเล็กแบบ “เอ็กซ์เพลส” ที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตร.ม.

ลงลึกเจาะอำเภอ-ตำบล

ในส่วนของทำเลที่ตั้งสาขาใหม่ จะคัดเลือกด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกมาประเมินศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านจำนวนประชากร รายได้เฉลี่ย ลักษณะของชุมชน และการแข่งขันในพื้นที่ ก่อนตัดสินใจขยายสาขา โดยเน้นเขตชุมชน อำเภอ และตำบลมากยิ่งขึ้น เพื่อลูกค้าเข้าถึงร้านด้วยเวลาและค่าเดินทางที่ถูกลง

โดยปัจจุบัน มิสเตอร์.ดี.ไอวาย มีสินค้าหลากหลายครอบคลุม 10 หมวดหมู่ โดย 6 หมวดหมู่หลัก คือ เครื่องมือช่าง ของใช้ในบ้าน อุปกรณ์สำนักงาน ของเล่น ของตกแต่ง ฯลฯ รวม 15,000 รายการ แบ่งเป็นสินค้านำเข้า 69% และสินค้าท้องถิ่น 31% ซึ่งในอนาคตบริษัทจะเพิ่มสัดส่วนสินค้าท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มแม่บ้านและครอบครัวระดับกลางถึงบน ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของสินค้าและความคุ้มค่า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19

รัดเข็มขัดต้นทุนด้วยโลจิสติกส์

นายอานุภาพกล่าวต่อว่า ในส่วนของการรับมือต้นทุนนั้น บริษัทใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์ในไทยมากกว่า 350 ราย และการนำเข้าสินค้าจากจีน รวมถึงผลิตภัณฑ์เฮาส์แบรนด์ที่สั่งผลิตเองในสัดส่วนถึง 40% ของสินค้าทั้งหมด จึงทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและรักษาราคาขายให้ “ถูกเสมอ” ตามสโลแกน “Always Low Prices” ผ่าน “อีโคโนมีออฟสเกล” ได้ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาบริษัทลงทุนวางระบบโลจิสติกส์ คลังสินค้าและการขนส่งด้วย จึงยังคงบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และสงครามการค้าใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อภาพรวมตลาดค้าปลีกในอนาคต

ทั้งนี้มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันรายได้เติบโตต่อเนื่อง หลังในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 16,200 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 27.7% จากการจับจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 172-175 บาทต่อบิล หรือซื้อสินค้าเฉลี่ยคนละ 4 ชิ้น

29/5/2568  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 29 พฤษภาคม 2568 )

Banner Ads