info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.216.82

เศรษฐีภูธรไล่ตามความหรู ‘ภูเก็ต พัทยา หัวหิน เขาใหญ่’ บูมคอนโดแพง

Residential News / ข่าวหมวดที่พักอาศัย

เริ่มต้นนับ 1 รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กับช่วงโค้งสุดท้ายปี 2568 เป็นจังหวะที่ดีในการอัพเดตภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับลักเซอรี่ในต่างจังหวัด

โฟกัสสินค้า “คอนโดมิเนียม” เพราะมีความพิเศษตรงที่มีส่วนผสมของลูกค้าต่างชาติเข้ามาเป็นกำลังซื้อหลัก จากการที่กฎหมายไทยเปิดช่องให้ซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ได้ในสัดส่วน 49% หรือที่เรียกว่าโควตา 49% รวมทั้งลูกค้าต่างชาตินิยมซื้อแบบสิทธิการเช่าหรือลีสโฮลด์ ที่มีอายุสัญญา 30+30 ปี ทำให้หัวเมืองท่องเที่ยวไทยขายดีเทน้ำเทท่า เพราะตึกไหนที่ขายแบบโอนกรรมสิทธิ์หมดโควตา ก็แค่สวอปมาเป็นสัญญาขายแบบลีสโฮลด์ระยะยาว

ในที่นี้ โจทย์หลักอยู่ที่สถานการณ์คอนโดฯหรูราคาเกิน 50 ล้านบาท ในตลาดต่างจังหวัดเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากได้เห็นภาพภาวะร้อนแรงของตลาดคอนโดฯ ราคาเกินห้องละ 100 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯมาแล้ว

ภูเก็ตคอนโดฯแพงสุด 391 ล้าน

โดย “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ในไทย กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ใช่จำกัดความนิยมซื้อแค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังมีหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศที่กลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะ “เศรษฐีภูธร” และนักลงทุนต่างชาติ ที่กำลังมองหาทั้งที่พักผ่อนส่วนตัวและโอกาสในการลงทุนระยะยาว

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาคและความเชื่อมั่นต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างชัดเจน

โดยพบว่า “ภูเก็ต” เป็นตัวแทนของหัวเมืองใต้ ที่ยังคงเป็นศูนย์กลางอสังหาฯระดับโลก ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดฯหรูอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ด้วยทำเลที่สวยงามระดับโลก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามา โดยภูเก็ตมีคอนโดฯที่มีราคาขายต่อยูนิตสูงกว่า 50 ล้านบาท มากที่สุดในประเทศ ด้วยสัดส่วนซัพพลายไม่ต่ำกว่า 77% ของทั้งประเทศ แถมมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น

โดยเฉพาะโครงการในทำเลยอดนิยมอย่าง “หาดบางเทา-ลายัน-ราไวย์-ป่าตอง” ที่ยังคงพบมีโครงการใหม่ ๆ ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการ “Banyan Tree Beach Residences Oceanus” เป็นเจ้าของสถิติที่สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยราคาต่อยูนิตสูงที่สุด 391 ล้านบาท/ยูนิต หรือเฉลี่ย 384,615.38 บาท/ตารางเมตร และเป็นราคาสูงที่สุดในตลาดปัจจุบัน

ตามมาด้วยโครงการคุณภาพอื่น ๆ อาทิ โครงการ Gardens of Eden ที่มีราคา 157.5 ล้านบาท/ยูนิต, โครงการ Botanica Hythe ราคา 135 ล้านบาท/ยูนิต และโครงการ Banyan Tree Grand Residence Phuket ราคา 142 ล้านบาท/ยูนิต แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาโครงการเซ็กเมนต์นี้ ไม่ใช่แค่การขายอสังหาฯ แต่คือการสร้างไลฟ์สไตล์ระดับโลกให้กับผู้ซื้อ

พัทยา-หัวหิน ทำเลต้องมา

ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ไม่ใช่แค่ภูเก็ตเท่านั้นที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำเลดังอย่าง “หัวหิน-พัทยา” ซึ่งเป็นทำเลที่คนกรุงคุ้นเคยและเข้าถึงง่าย ก็เริ่มมีบทบาทในตลาดซูเปอร์ลักเซอรี่มากขึ้นเช่นกัน โดย “หัวหิน” รักษาภาพลักษณ์เมืองตากอากาศหรูหราและคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ทำให้หัวหินกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง เพื่อการพักผ่อนระยะสั้นและระยะยาว

โครงการเด่น อาทิ “Intercontinental Residence Hua Hin” มีราคาขายสูงที่สุด 121 ล้านบาท/ยูนิต หรือแม้กระทั่งโครงการ “VEHHA Hua Hin-เวหา หัวหิน” เจ้าของโครงการกลุ่มเดียวกัน คือ บมจ.พราว เรียลเอสเตท ราคา 56 ล้านบาท/ยูนิต ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสงบส่วนตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สำหรับ “พัทยา” เมืองตากอากาศระดับโลกอีกแห่งของไทย เป็นเสมือนตัวแทนห้องชุดระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ของภาคตะวันออกได้อย่างโดดเด่นและชัดเจน ล่าสุดพัทยาได้พลิกโฉมจากเมืองแห่งแสงสีมาเป็นศูนย์กลางแห่งการลงทุนและการพักผ่อนที่หรูหรา เพราะรับอานิสงส์เป็นพื้นที่การลงทุนของเมกะโปรเจ็กต์รัฐ ไม่ว่าจะเป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก หรือ EEC ทำให้นาทีนี้ พัทยามีศักยภาพที่น่าจับตามองในระยะยาว

ที่สำคัญ โครงการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ตลาดลักเซอรี่-ซูเปอร์ลักเซอรี่อย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง โครงการ Once Wongamat มีราคาสูงถึง 146 ล้านบาท/ยูนิต, โครงการ “The Panora Estuaria และ Aquarous Pattaya” ที่มีราคายูนิตกว่า 70 ล้านบาท การพัฒนาเหล่านี้ทำให้พัทยาไม่ใช่แค่เมืองแห่งการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่ดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูงจากทั่วภูมิภาค

เขาใหญ่ชูจุดขายเมาน์เท่นวิว

สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหวกม่านการเติบโตของตลาดคอนโดฯหรูไม่ได้จำกัดอยู่แค่จังหวัดหัวเมืองทะเลเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชั้นนำที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ “เขาใหญ่” ก็เริ่มมีบทบาทในตลาดนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

มีตัวชี้วัดจากโครงการ “Banyan Tree Residence Creston Hill” ที่นำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ของการพักอาศัยท่ามกลางขุนเขา ด้วยห้องชุดขนาดใหญ่ไซซ์ 295 ตารางเมตร ณ ราคา 56 ล้านบาท/ยูนิต เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ต้องการจะสัมผัสกับความสงบและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง

กระเถิบขึ้นไปบนพื้นที่ภาคเหนือ ตลาดคอนโดฯหรูที่มีราคาขายต่อยูนิตสูงกว่า 50 ล้านบาท/ยูนิต อาจจะไม่พบว่ามียูนิตขายอยู่ในตลาด หรือมีคอนโดฯโครงการใดในเขตภาคเหนือที่มีราคาขายต่อยูนิตสูงกว่า 50 ล้านบาท แม้ว่าจะมีความต้องการจากนักลงทุนบางส่วน แต่จำนวนยูนิตและขนาดของห้องค่อนข้างจำกัด

ตัวอย่างที่พอพบได้ คือ โครงการ “อนันตรา เชียงใหม่ เซอร์วิส สวีทส์” ที่มีราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 25,588,384 บาท สำหรับห้องชุด 3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 162 ตารางเมตร และโครงการ “Twin Peaks ราคา 25,000,000 บาท/ยูนิต สำหรับห้องชุด 3 ห้องนอน ไซซ์ 188 ตารางเมตร

แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นภาพสะท้อนว่า ห้องชุดระดับลักเซอรี่ในต่างจังหวัด โซนเขาใหญ่กำลังเป็นพื้นที่ดาวรุ่งในเซ็กเมนต์เกิน 50 ล้านบาท/ยูนิต

อัตราการขาย 31-68%

บิ๊กดาต้ารัว ๆ ณ ครึ่งปีแรก 2568 พบว่า ซัพพลายคอนโดฯเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ที่มีราคาขายมากกว่า 50 ล้านบาทต่อยูนิต มีทั้งหมด 286 ยูนิต มูลค่ารวม 21,202 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 74 ล้านบาท/ยูนิต ในจำนวนนี้ขายไปแล้ว 180 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 13,344 ล้านบาท เท่ากับมียูนิตรอการขาย 106 ยูนิต มูลค่ารอขาย 7,858 ล้านบาท

โดยพบว่า “ภูเก็ต” ยังคงเป็นศูนย์กลางของตลาดคอนโดฯหรู มีซัพพลายเปิดขาย 222 ยูนิต ขายไปแล้ว 150 ยูนิต เหลือขาย 72 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายสูงถึง 68% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสูงในทำเลรีสอร์ตระดับบน สาเหตุจากนักลงทุนและผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจในภูเก็ตเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นทำเลที่สามารถผสมผสานการพักอาศัยส่วนตัวกับโอกาสลงทุนเชิงท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว

ในขณะที่ “พัทยา” มีซัพพลายราคาเกิน 50 ล้านบาท ทั้งหมด 29 ยูนิต ขายไปแล้ว 14 ยูนิต เหลือขาย 15 ยูนิต อัตราการขายอยู่ที่ 48% ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสนใจในตลาดรีสอร์ต แต่ยังไม่เข้มข้นเท่ากับภูเก็ต ตลาดพัทยาจึงถือว่าอยู่ในช่วงเติบโต และยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม หากมีการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยและนักลงทุน

ทำเลใกล้พัทยา ก็คือ “ระยอง” จังหวัดที่มีสถิติรายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดในไทย สูงกว่ากรุงเทพฯ มีซัพพลาย 12 ยูนิต ขายไปแล้ว 5 ยูนิต เหลือขาย 7 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขาย 42% สะท้อนถึงความสนใจที่กำลังเติบโต และยังมีโอกาสสูงในการพัฒนาโครงการตอบสนองดีมานด์นักท่องเที่ยวและนักลงทุน ที่ต้องการทำเลชายทะเลที่มีศักยภาพ

และ “หัวหิน” แม้มีซัพพลายราคาเกิน 50 ล้านบาทเพียง 7 ยูนิต แต่ขายไปแล้วถึง 6 ยูนิต อัตราการขายสูงถึง 86% ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่มั่นคงในทำเลพิเศษ แม้จำนวนยูนิตจะน้อย แต่ตลาดนี้มีเอกลักษณ์ชัดเจน และตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อที่มองหาคอนโดมิเนียมหรูในทำเลเฉพาะตัว

สำหรับ “เขาใหญ่” มีซัพพลาย 16 ยูนิต ขายไปแล้ว 5 ยูนิต เหลือขาย 11 ยูนิต อัตราการขายอยู่ที่ 31% แสดงให้เห็นว่าตลาดยังเป็นเฉพาะกลุ่มและความนิยมยังไม่สูงมาก อย่างไรก็ดี เขาใหญ่มีศักยภาพในการเติบโต หากสามารถเน้นจุดขายด้านความสงบ ร่มรื่น และเหมาะกับการพักผ่อนแบบรีสอร์ต ซึ่งสามารถดึงดูดกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

ไซซ์ 200-400 ตร.ม.นิยมสุด

สรุปในภาพการกระจายตัวของซัพพลายพบว่า ภูเก็ตครองสัดส่วนมากที่สุด 77% ของยูนิตทั้งหมด รองลงมา “พัทยา-เขาใหญ่-ระยอง” รวมกันมีสัดส่วน 21% และ “หัวหิน” มีสัดส่วนเพียง 2-3% ของตลาดต่างจังหวัดในภาพรวม

“ภาพรวมนี้ช่วยให้เห็นว่า ตลาดคอนโดมิเนียมหรูในประเทศไทย ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการลงทุนและความชื่นชอบของผู้ซื้อในแต่ละทำเลอย่างลึกซึ้ง”

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในเซ็กเมนต์ห้องชุดราคาเกิน 50 ล้านบาท ให้ความนิยมเลือกซื้อห้องชุดไซซ์ขนาดไหน โดยพบว่ามีขนาดตั้งแต่ 210-829 ตารางเมตร ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 280-650 ตารางเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนเชิงรีสอร์ต

ห้องขนาดเล็กสุดอยู่ที่ 210-220 ตารางเมตร มักเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการสัมผัสความหรูหรา แต่ยังคงอยู่ในงบประมาณเริ่มต้นของตลาด 50 ล้านบาทขึ้นไป

ห้องไซซ์ 200-400 ตารางเมตร ถือเป็นห้องพักหลักที่นักลงทุนและผู้ซื้อทั่วไปนิยม เนื่องจากมีความเหมาะสมทั้งสำหรับการอยู่อาศัยและการปล่อยเช่าในรีสอร์ต

ในขณะที่ห้องไซซ์ 400-650 ตารางเมตร มักเป็น Penthouse หรือห้องแบบ Duplex (ห้องชุด 2 ชั้น) ที่สะท้อนถึงความหรูหราระดับสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ส่วนห้องไซซ์เกิน 650 ตารางเมตร แม้จะมีเพียงส่วนน้อย แต่กลับมีความพิเศษสูงสุด มักขายให้กับกลุ่ม UHNWI-Ultra High Net Worth ที่มองหาความเป็นส่วนตัวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพียงหนึ่งเดียว

24/9/2568  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 24 กันยายน 2568 )

Banner Ads