info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.216.183

แสนสิริ ฉายภาพ ยั่งยืนอย่างบิ๊กอสังหาฯ สร้าง Ecosystem ระบบที่ไม่ได้โตคนเดียว

Residential News / ข่าวหมวดที่พักอาศัย

ผู้บริหารแสนสิริ ฉายภาพโมเดลการเป็นธุรกิจทำอย่างไรให้ยั่งยืน วางเป้าหมายชัดทั้งองค์กร ดึงพาร์ตเนอร์สร้างระบบที่ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน และเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่มีความรู้ สนใจ และสามารถทำได้

ท่ามกลางโลกที่เรียกร้องหาความยั่งยืนมากขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การบริโภค หรือการพัฒนาเมือง ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจเองก็เผชิญแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน การทำธุรกิจในวันนี้จึงไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลขผลประกอบการ แต่ยังรวมถึงการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนที่จะเป็นใบเบิกทาง และเติบโตได้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพการดำเนินธุรกิจของยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ในงานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 The TURNING POINT #ตีแตก Sustainability ภายใต้หัวข้อ “ถอดโมเดลธุรกิจยั่งยืน” ที่นำไปใช้ได้จริงว่า หลายคนเริ่มกลับมามองตัวเองเรื่องของ ESG จริง ๆ ความหมายของมันคือ Sustainability หรือความยั่งยืน ในช่วงปีที่ผ่านมาหลายองค์กรใช้แกนหลักของมันในการทำธุรกิจ

ที่ผ่านมา “แสนสิริ” อยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมงานก่อสร้าง เรียกว่า Build Industry กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) สูงสุดถึง 40% ต่อปี รวมวัสดุก่อสร้าง การขนส่งวัสดุ การก่อสร้าง การใช้พลังงานอาคารสำนักงาน และการอยู่อาศัย เป็นส่วนหนึ่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่กระจายไปสู่โลก

นอกเหนือจากการก่อสร้างแล้ว ในการใช้งานต่อไปอีก 60 ปี ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือออฟฟิศที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของประชาชนโลกถูกรวมเข้าไปด้วย โดยในร้อยละ 40 นี้ แยกออกมาอีกร้อยละ 70 เกิดขึ้นหลังจากการก่อสร้าง การทำถนน และร้อยละ 30 ที่เหลือเกิดขึ้นระหว่างก่อสร้าง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ตระหนักได้ว่า ทำไมธุรกิจก่อสร้างถึงให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน

เป้า Net Zero แบ่งแผน 3 ระยะ

สำหรับเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 แม้ทรัมป์จะออกมาพูดเรื่องนี้ และมีหลายองค์กรหันกลับมามองว่าควรจะทำต่อไปหรือไม่ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นายอุทัยเชื่อว่า หลายองค์กรเริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่นเดียวกับแสนสิริที่สานต่อเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และสังคม ศึกษาการเป็นองค์กร Build Industry ว่า ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากน้อยแค่ไหน

“ปีหนึ่ง ๆ จากการก่อสร้าง การอยู่อาศัยของลูกบ้านปีละ 2 ล้านตัน เท่ากับการปลูกต้นไม้สองแสนต้นที่จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซึมไปหมด”

หลังจากนั้น แสนสิริจึงเริ่มวางแผนในการทำธุรกิจทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อุทัยเปิดเผยว่า ในระยะสั้นยังคงดำเนินไปตามแผน ส่วนระยะกลางเป็นเป้าหมายในปี 2030 จะลดปริมาณการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือร้อยละ 30 ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนเช่นเดียวกัน

“วิธีของเรา คือ ต้องใส่เข้าไปในการดำเนินธุรกิจ ที่ผ่านมามีนโยบาย Year of Quality การปรับปรุงคุณภาพสินค้า การบริการ และขั้นตอน โดยใส่เป้าหมายเข้าไปว่า จะทำอย่างไรให้ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้อยู่ในกลยุทธ์ที่เรียกว่า Action Plan โดยมีการ Apply ความรู้ ความเข้าใจเข้าไปในคอมมิวนิตี้ของพนักงานแสนสิริที่มีประมาณ 5,000 คน”

ทำให้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แสนสิริมีเป้าหมายเข้าไปในทุกอณูของขั้นตอนการทำงาน ยกตัวอย่าง เช่น สินค้า แสนสิริทำธุรกิจการออกแบบ คือ ซื้อที่ดินมาออกแบบและก่อสร้างให้กับลูกค้าภายใต้ Green Process ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อสินค้าสีเขียว (Green Material) ที่ผลิตมาเสนอขายให้ หรือแม้แต่กระบวนการออกแบบ ทีมงานสถาปนิก หรือทีมงานวิศวกรก็จะได้รับการทำความเข้าใจการออกแบบแสงแดด สายลม ความร้อน อุณหภูมิ พลังงาน ทั้งหมดนี้จะถูกใส่เข้าไปในขั้นตอนการออกแบบ หรือแม้แต่เรื่องการบริการ

นอกจากนี้ แสนสิริยังมีบริษัทชื่อ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริหารพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด ทำให้การใช้ชีวิตของลูกค้าเมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านแล้วเกิดการปล่อยคาร์บอนไซด์ออกไซด์ที่น้อยที่สุด รวมถึงการแยกขยะรีไซเคิลด้วย

สร้างระบบที่ไม่ได้โตคนเดียว

และเนื่องด้วยการเป็นบริษัทก่อสร้างที่ใช้วัสดุภายในบ้านหลายประเภทตั้งแต่การก่อสร้างไปจนถึงสินค้าภายในบ้าน ทำให้แสนสิริมีพาร์ตเนอร์กว่า 4,000 ราย จึงเป็นโอกาสในการสร้าง Ecosystem ที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันขึ้นมา ด้วยการแชร์ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D Cost) ร่วมกัน ให้โจทย์การผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการของแสนสิริ

เกิดเป็นธุรกิจใหม่จนเกิดเป็น Win-win Situation ทำให้เหล่าซัพพลายเออร์ได้สินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ตลอดจนสามารถต่อสู้เข้าไปในตลาดธุรกิจต่าง ๆ ต่อไปได้ ทำให้ลดโอกาสเกิดความเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายองค์กร (Risk Mitigation) ได้อีกด้วย

ก่อนจะทิ้งท้ายถึงการเริ่มต้นทำองค์กรให้เหมือนอย่างแสนสิริ นายอุทัยกล่าวว่า ต้องเริ่มต้นทำทีละอย่างจากความสนใจ ในองค์กรของเรามีความรู้เรื่องอะไร ข้อดีของเราคืออะไร ย้อนกลับไปสมัยก่อน แสนสิริเริ่มต้นจากการทำ Envelopment แล้วค่อยขยับขยายมาเรื่อย ๆ ตามความเติบโตขององค์กรและความสามารถที่ทำได้

เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ถ้าสำเร็จก็ขยายผลต่อไป หาพาร์ตเนอร์ที่จะมาร่วมมือกันให้เกิด Ecosystem เพราะถ้าทำคนเดียวจะทำได้แค่ 1 อย่าง แต่ถ้ามี 2-3 คนช่วยกันจะเกิดคอมมิวนิตี้ที่ใหญ่ขึ้น และที่สำคัญ คือ ต้นทุน ถ้าไม่ไหวก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือลูกค้าก็ไม่เห็นประโยชน์ที่ได้รับ เราจึงจำเป็นต้องหาตัวเชื่อมตรงนี้ให้ได้ และวัดผลให้ชัดเจน

และพนักงานในองค์ต้องเข้าใจและอินไปด้วยกัน การสื่อสารในองค์กรอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพลังที่เกิดขึ้นในองค์กรจะส่งเสริมธุรกิจทีละจุด ๆ ช่วยส่งเสริมเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งความยั่งยืนที่แสนสิริดำเนินการมาตลอด ไม่ได้ทำเพราะสังคมบังคับ แต่ทำเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ และนี่เอง คือ DNA ของแสนสิริ ที่ผู้บริหาร “อุทัย” บอกเล่าพนักงานเสมอมา

23/9/2568  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 23 กันยายน 2568 )

Banner Ads