info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.217.75

“ออนิกซ์ฯ” ทุ่ม 5.5 พันล้าน ขยายพอร์ต ดัน 3 โรงแรมใหญ่ระดมทุนผ่าน “กองทรัสต์”

Hotel News / ข่าวหมวดโรงแรม

“ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้” มั่นใจศักยภาพภาคการท่องเที่ยวไทย ทุ่มอีก 5.5 พันล้านบาทขยายพอร์ตโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ผ่านแบรนด์หลัก “Amari-OZO-Shama” เดินหน้าบริหารสินทรัพย์ด้วยการดัน 3 โรงแรมใหญ่ “อมารี กรุงเทพฯ-โอโซ่ ภูเก็ต-โอโซ่ สมุย” เข้าระดมทุนผ่านกองทรัสต์กลางปีนี้ พร้อมรีโนเวตโรงแรมในเครือเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ตั้งเป้ามีโรงแรมภายใต้การบริหารมากกว่า 75 แห่งภายในปี 2573

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวน ต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวในหลายประเทศ แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงมองว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะตลาดเอเชีย-แปซิฟิกที่การเดินทางระหว่างประเทศทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

3 ปีข้างหน้าลงทุน 5.5 พันล้าน

นายยุทธชัยกล่าวว่า สำหรับออนิกซ์ฯ มีแผนลงทุน 5,500 ล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อขยายธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ พร้อมยกระดับสินทรัพย์เดิม รองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงแรมที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง

โดยแผนขยายโครงการใหม่ในปี 2569 นี้ ประกอบด้วย ชามา สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ, ชามา เมดินี และวาย โฮเทล หนานซาน เซินเจิ้น อินสไปร์ บาย โอโซ่ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ชามา ระยอง, อีคิว ภูเก็ต, ชามา ฮับ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ, ชามา นอร์ท พัทยา และอมารี รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า สมุย โดย 2 โครงการไฮไลต์คือ ชามา ระยอง และอีคิว ภูเก็ต โดยอีคิว ภูเก็ต มีพื้นที่ 33 ไร่ บริเวณหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต มูลค่าลงทุนราว 2,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าแบรนด์ “อีคิว” ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดมาเลเซีย และมีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวระดับบนในภูเก็ตที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ชามา นอร์ท พัทยา มีมูลค่าลงทุนประมาณ 700-750 ล้านบาท จะเจาะตลาด Long Stay โดยเฉพาะ

โดยมีเป้าหมายขยายพอร์ตโรงแรมและโครงการใหม่ ๆ ในเครือจากปัจจุบัน 49 แห่ง เป็นมากกว่า 75 แห่ง ภายในปี 2573 โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

โรงแรมระดับกลาง-บนแข่งขันสูง

นายยุทธชัยกล่าวด้วยว่า ตลาดโรงแรมระดับกลาง-บนในปัจจุบันแข่งขันสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการหลายรายเร่งรีโนเวต รีแบรนด์ และยกระดับประสบการณ์เข้าพัก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย หลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวหลังโควิด

“วันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องจำนวนห้องพัก แต่เป็นการแข่งขันด้านแบรนด์ ประสบการณ์ และความสามารถในการรักษาลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ” นายยุทธชัยกล่าว และว่า ดังนั้นนอกจากการขยายพอร์ตแล้วบริษัทจะใช้งบฯลงทุนส่วนใหญ่ไปกับการปรับปรุงสินทรัพย์เดิม โดยเฉพาะโรงแรมหลักในเครือ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ การรีโนเวตโรงแรมอมารี ภูเก็ตครั้งใหญ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพและยกระดับมูลค่าสินทรัพย์

ดัน 3 รร.ใหญ่เข้ากองทรัสต์

ขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์บริหารสินทรัพย์ (Asset Management) ผ่าน ONYXRT หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีแผนนำสินทรัพย์หลัก ได้แก่ อมารี กรุงเทพฯ, โอโซ่ ภูเก็ต และโอโซ่ สมุย เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยจะเริ่มโรดโชว์ในเดือนมิถุนายนนี้ และคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 4,000-4,200 ล้านบาท

“เรามองว่าในช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะเหมาะสม หลังอัตราดอกเบี้ยเริ่มอยู่ในระดับต่ำ และความเชื่อมั่นนักลงทุนทยอยฟื้นตัว” นายยุทธชัยกล่าว

มุ่ง Amari-OZO-Shama

นายยุทธชัยกล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์การเติบโตในระยะต่อไปนั้นบริษัทจะเดินหน้าขยายทั้งธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ผ่านแบรนด์หลักอย่าง Amari, OZO และ Shama โดยแต่ละแบรนด์จะถูกวางตำแหน่งตลาดชัดเจนมากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มีความหลากหลายสูง

โดยปัจจุบันแบรนด์ Amari ถือเป็น Core Brand ของบริษัท ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมือง โรงแรมสนามบิน และรีสอร์ต ขณะที่ OZO ซึ่งเปิดตัวมากว่า 10 ปี ถูกวางเป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ระดับกลางที่เน้นความเรียบง่าย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ทั้งนักเดินทางระยะสั้นและระยะยาว ส่วน Shama ซึ่งเป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ออนิกซ์ฯ(เข้าซื้อกิจการจากฮ่องกงเมื่อราว 15 ปีก่อน ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของบริษัทในการเจาะตลาด Long Stay

“ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญของตลาดโรงแรมในปัจจุบัน ที่กลุ่มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และที่พักระยะยาวเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวระยะสั้นสู่การพักอาศัยแบบยืดหยุ่น ทั้งกลุ่มนักธุรกิจ ดิจิทัลโนแมด และนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักระยะยาวมากขึ้น” นายยุทธชัยกล่าว

รีแบรนด์ใหญ่ “อมารี” ใน 3-5 ปี

ในด้านการรีแบรนด์นั้นกลุ่มออนิกซ์ฯ เตรียมปรับอัตลักษณ์องค์กร (CI) ของแบรนด์อมารี (Amari) ใหม่ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยจะทยอยปรับทั้งงานบริการ อาหาร ยูนิฟอร์ม และภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ยังเตรียมต่อยอดธุรกิจผ่านการขยายพื้นที่เช่าโรงแรม และพัฒนาโปรดักต์ใหม่ภายใต้แบรนด์ Amari โดยใช้ต้นทุนคงที่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“การเดินเกมลงทุนครั้งใหญ่ของออนิกซ์ฯ ในรอบนี้ สะท้อนภาพการแข่งขันระลอกใหม่ของธุรกิจโรงแรมไทยที่ผู้ประกอบการไม่ได้แข่งขันเพียงจำนวนห้องพัก แต่กำลังเข้าสู่ยุคแข่งขันด้านคุณภาพสินทรัพย์ แบรนด์ ประสบการณ์เข้าพัก” เพื่อรองรับนักเดินทางยุคหลังโควิดที่มีความต้องการซับซ้อนมากขึ้น และให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว

ศก.ครึ่งปีหลัง ‘69 ท้าทายสูง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าหลักเป็นกลุ่มเดินทางระยะใกล้ (Short-haul) กลุ่มเดินทางระยะไกล (Long-haul) 25% ตลาดตะวันออกกลาง 19% ตลาดเอเชียเหนือ 13% และตลาดอื่น ๆ อีก 15% สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค

โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่บริษัทมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสำคัญของภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ หลังได้รับอานิสงส์จากมาตรการฟรีวีซ่า ซึ่งช่วยกระตุ้นการเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและต้นทุนสายการบิน รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงในหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม” นายยุทธชัยกล่าว และว่า อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 อยู่ที่ 10,330 ล้านบาท หรือเติบโต 14% จากปีก่อนหน้า

12/5/2569  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 12 พฤษภาคม 2569 )

Banner Ads